ุมนุมกวีเทศกาลไหว้พระจันทร์ของทุกปีจะจัดขึ้นที่เรือนธรรมชาติในฉีโจวของเรานี่แหละ”
“สรุปว่านี่เพิ่งจะเป็นด่านแรกเหรอครับ?” หลินจือไป๋หลุดขำ “คงไม่ใช่ให้ทายปริศนาอักษรอีกนะ?”
ซ่งชิงเหลียงกล่าว “แต่ละปีวิธีเล่นไม่เหมือนกันครับ จะมีระเบียบการยังไงพวกเราเดินไปดูเดี๋ยวก็รู้เอง”
ทั้งสามคนคุยกันไปพลางก้าวเท้าไปพลางไม่หยุดพัก เพียงไม่นานก็มาถึงหน้าด่านตรวจด่านแรก ตรงนี้มีคนถูกกั้นไว้ไม่น้อย บางคนกำลังครุ่นคิดอย่างหนัก ทว่าเมื่อสังเกตเห็นการมาถึงของสามทหารเสือ ทุกคนต่างก็พากันเข้ามาทักทาย
“เสี่ยวซ่ง!”
“เสี่ยวซัง!”
“เสี่ยวเจียง!”
เนื่องจากเรื่องอายุ สามทหารเสือจึงถูกเรียกด้วยคำว่า ‘เสี่ยว’ เพราะทั้งสามคนดูแล้วอายุมากกว่าหลินจือไป๋ไม่เท่าไหร่
แต่สิ่งที่ทำให้หลินจือไป๋ประหลาดใจคือ ทั้งสามคนนี้มีมนุษยสัมพันธ์ดีมาก ปัญญาชนรอบๆ สิบกว่าคนต่างก็รู้จักพวกเขาทั้งสามพี่น้อง
“สวัสดีครับทุกคน!”
เจียงโส่วหรังยิ้มทักทายไปรอบๆ ก่อนจะเอ่ยว่า
“คนที่อยู่ข้างกายผมคนนี้คือปราชญ์อันดับหนึ่งแห่งฉินโจว หลินจือไป๋ครับ ส่วนอาจารย์ตากล้องข้างหลังเขากำลังไลฟ์สดรายการเยือนเขาหลีซาน เพราะงั้นตอนนี้คงมีผู้ชมประมาณร้อยล้านคนกำลังมองดูพวกเราอยู่ครับ…”
“พูดซะผมประหม่าเลย ยินดีต้อนรับอาจารย์หลินมาเยือนฉีโจวของเราครับ”
ปัญญาชนฉีโจวต่างกระตือรือร้นกับหลินจือไป๋มาก ทว่าในแววตานั้นมีความสงสัยใคร่รู้มากกว่า เรื่องราวของปราชญ์อันดั