้องผิดพลาดแน่ๆ’
‘น่าเสียดายจัง อยากรู้ว่าผู้เฒ่าหูเหวยออกโจทย์อะไร’
‘ท่านมหาเศรษฐี สรุปคุณแกล้งโง่หรือเปล่าเนี่ย?’
‘โจทย์ข้อที่ซั่งจื้อหรงกับซ่งซิ่งเหลียงตอบได้เมื่อกี้ คุณตอบไม่ได้จริงๆ เหรอ?’
‘หรือว่าแกล้งทำเป็นเงียบๆ กันแน่?’
ทุกคนยังคงสงสัยว่าวันนี้หลินจือไป๋แกล้งทำตัวเงียบๆ หรือว่าทายปริศนาอักษรได้ด้อยกว่าซั่งจื้อหรงกับซ่งซิ่งเหลียงจริงๆ
แต่ซั่งจื้อหรงกลับถามด้วยความสงสัย
“พี่หลิน ทำไมถึงให้เพื่อนๆ ในไลฟ์ตอบล่ะครับ? นี่มันคือกระดาษเปล่าชัดๆ หรือว่ามันมีเคล็ดลับพิเศษอะไร?”
“อาจจะนะครับ”
หลินจือไป๋ทำท่าทางลึกลับ
ซ่งซิ่งเหลียงที่อยู่ข้างๆ เริ่มจะร้อนรนแล้ว “ขอร้องล่ะพี่หลิน อย่ามาอมพะนำอยู่เลย”
เจียงโส่วรั่งก็ร้อนใจ “ถ้าพี่หลินบอกเคล็ดลับออกมาได้ วันนี้พวกเราสามทหารเสือจะยอมดื่มเหล้าคนละสามจอกเลย!”
“ผมว่าพวกคุณน่ะอยากจะดื่มเหล้ากันอยู่แล้วมากกว่า”
หลินจือไป๋พูดจี้ใจดำทั้งสามคน แต่ก็ไม่ได้ทำตัวอมพะนำต่อ เขายิ้มแล้วอธิบายว่า “โจทย์ที่ผู้เฒ่าหูเหวยออก จะพิเศษหน่อยก็เป็นเรื่องปกติ จริงๆ แล้วนี่คือปริศนาไร้อักษร และกระดาษเปล่าแผ่นนี้แหละคือตัวปริศนาเอง”
“ผมอ่านหนังสือมาน้อย”
เจียงโส่วรั่งพูด “พี่หลินช่วยอธิบายให้ชัดเจนกว่านี้หน่อยเถอะ”
เมื่อคำพูดนี้พ่นออกมา ผู้ชมในไลฟ์ต่างพากันหัวเราะร่า ปราชญ์ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังแห่งฉีโจว ถึงกับกล้าบอกว่าตัวเอง ‘อ่านหนังสือมาน้อย’ ต่อหน้าหลินจือไป๋เ