นประเภทเดียวกันอีกเหรอ?
แต่พอลองคิดดูดีๆ ชาวฉีโจวน่าจะไม่เหมือนพวกปัญญาชนในฉินโจวที่คอยจ้องเล่นงานเขา ที่สำคัญที่สุดคือหลินจือไป๋รู้สึกว่าการไลฟ์สดไปงานกวีก็น่าจะมีอะไรให้ดูเหมือนกัน
ถึงตอนนั้นเขาค่อยโชว์การ ‘สร้างสรรค์’ ผลงานต่อหน้าเหล่าปรมาจารย์วงการวรรณกรรมฉีโจวเสียหน่อย ผลลัพธ์ของรายการต้องออกมาดีแน่ๆ เขาจึงพยักหน้าแล้วพูดว่า
“งั้นก็จัดแจงได้เลยครับ”
ถือเสียว่าไปสัมผัสบรรยากาศวงการกวีของฉีโจวดู
ยังคงเป็นประโยคเดิม บทกวีคลาสสิกจากโลกก่อนมีมากมายขนาดนั้น ต่อให้หลินจือไป๋ไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง เขาก็ควรให้ผลงานเหล่านั้นได้เผยแพร่ในบลูสตาร์
ยิ่งไปกว่านั้น การเผยแพร่บทกวีก็ช่วยเขาได้จริงๆ แล้วทำไมถึงจะไม่ทำล่ะ
สิ่งเดียวที่ต้องระวังคือการควบคุมจำนวนผลงาน
ถึงตอนนั้นก็ทำตัวเงียบๆ หน่อย เขียนบทกวีให้น้อยลงหน่อยแล้วกัน
และเมื่อเทียบกับงานชุมนุมกวีในวันมะรืน หลินจือไป๋ให้ความสำคัญกับคืนนี้มากกว่า ว่าหลังจากผลงานเก่าๆ ของเขาถูกนำเข้ามาในฉีโจวแล้วจะเกิดผลลัพธ์อย่างไร
เวลาสองทุ่มตรง
หลินจือไป๋ที่ทานมื้อค่ำเสร็จแล้วลองรีเฟรชแอปพลิเคชันฟังเพลงของฉีโจวที่ชื่อ ‘เฉียนเฉียนจิ้งทิง’ ในมือถือดู
พริบตา หลินจือไป๋เห็นหน้าโปรไฟล์ของตัวเองมีผลงานโผล่ขึ้นมามากมาย
มีเพลง ‘ดับทุกข์’ มีเพลง ‘ขอยืมเวลาอีกห้าร้อยปีจากฟ้า’ มีเพลง ‘แสงจันทรา’ มีเพลง ‘รัก’ มีเพลง ‘เจ้าปลาใหญ่’ กระทั่งมีเพลง ‘แอปเปิลน้อย’ และเพลงอื่น