้าอารมณ์ในช่วงวัยเยาว์
พอต้องเผชิญกับความน้อยเนื้อต่ำใจเล็กน้อยก็ฟูมฟายคร่ำครวญ
หรือต่อให้ไม่ได้เผชิญความลำบากอะไรเลย ก็ยังชอบคร่ำครวญไปเรื่อยเปื่อยไร้สาเหตุ
บทกวีครึ่งแรกนี้ได้ถ่ายทอดสภาพจิตใจของวัยรุ่นส่วนใหญ่ออกมาได้อย่างหมดเปลือก!
แต่ที่เด็ดขาดกว่านั้นคือครึ่งหลัง!
ครั้นยามนี้ประจักษ์ซึ้งถึงรสเศร้า ใครเอ่ยจำต้องยั้ง ใครเอ่ยจำต้องยั้ง กลับเอ่ยเพียงช่างเป็นสารทฤดูเย็นสบาย!
เมื่อคนเราเติบโตขึ้น เริ่มต้องต่อสู้กับชีวิตแบกรับภาระครอบครัวไว้บนบ่า
ต่อให้ต้องหลั่งเลือดหรือน้ำตาก็จะไม่เอ่ยปากว่าเหนื่อยออกมาง่ายๆ!
เพราะอะไรน่ะหรือ?
เพราะผู้ใหญ่ไม่ใช่เด็กอีกต่อไป เขารู้ดีว่าความทุกข์ของตัวเองต้องกลืนลงคอไปเอง
เขารู้ว่าเรื่องบางเรื่องพูดไปก็ไม่มีความหมาย และยิ่งรู้ว่าการแสดงด้านที่อ่อนแอออกมากลับกลายเป็นทำให้คนใกล้ชิดและเพื่อนฝูงเป็นกังวล
ดังนั้นเมื่อมีคนถามว่า
“ช่วงนี้ชีวิตเป็นยังไงบ้าง? สบายดีไหม?”
ผู้ใหญ่มักจะตอบไม่ตรงกับใจ เบี่ยงประเด็นไปเรื่องอื่น
ดังนั้นความทุกข์โศกเหล่านั้นเมื่อมาถึงริมฝีปาก
จึงเหลือเพียงประโยคที่พูดออกมาอย่างเรียบเฉยว่า “ช่างเป็นฤดูใบไม้ร่วงที่เย็นสบายซะจริง”
‘อาจารย์หลินผมยอมแพ้แล้ว!’
‘บทกวีนี้ฟังแล้วอยากร้องไห้เลย’
‘มาอีกแล้วพวกขี้แย ฟังเพลงก็ร้อง ดูหนังก็ร้อง นี่แค่ได้ยินบทกวีก็ยังจะร้องอีกเหรอ?’
‘ตอนเด็กๆ เวลาเสียใจจะไปให้พ่อแม่ช่วยปลอบ แต่โตมาต่อให้ต้องเจอความ