ลำบากแสนสาหัสแค่ไหนก็ไม่อยากบอกพ่อแม่ เพราะกลัวพวกท่านจะเป็นห่วง ฉันอ่านเจอความรู้สึกแบบนี้ในบทกวีเลยเข้าใจดีว่าทำไมบางคนถึงอยากร้องไห้’
‘เพราะความเศร้าตอนเป็นวัยรุ่น พอมานึกดูตอนนี้ก็งั้นๆ แต่จนโตมานี่แหละถึงได้รู้ว่าความทุกข์ที่แท้จริงในชีวิตคืออะไร’
‘บทกวีนี้ไม่ได้บรรยายทิวทัศน์ แต่เขียนถึงมนุษย์ ตีแผ่ความลำบากของผู้ใหญ่ออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมจริงๆ’
‘ฉันโพสต์ลงเน็ตแล้วนะ พวกเรารีบช่วยกันแชร์ด่วน!’
‘ฉันก็แชร์ลงหน้าไทม์ไลน์แล้ว ผลงานดีๆ แบบนี้ต้องให้ทุกคนได้เห็น!’
ในคอมเมนต์สดมียอดนักสรุปปรากฏตัวเพียบ
หลินจือไป๋เอ่ยว่า
“ชื่อทำนองของกวีนิพนธ์บทนี้คือ ‘โฉวหนูเอ้อร์’ (ลูกทาสขี้เหร่)
ส่วนเรื่องความหมายของเนื้อหาผมคงไม่ขออธิบายเพิ่มนะครับ
เพราะผลงานทุกชิ้นเมื่อถูกสร้างออกมาแล้วก็ไม่ได้เป็นของผู้สร้างเพียงผู้เดียวอีกต่อไป
ผู้อ่านทุกคนย่อมมีสิทธิจะตีความได้อย่างอิสระครับ”
ส่วนที่เหลือหลินจือไป๋ไม่ได้พูดอะไรมากนัก
บทกวี ‘โฉวหนูเอ้อร์ จารึกบนผนังระหว่างทางไปปั๋วซาน’ ของซินชีจี้บทนี้ ความจริงแล้วลึกซึ้งกว่าที่เห็นจากตัวอักษรมาก
แต่ในเมื่อเขาเป็นคนยุคปัจจุบัน คงไม่สามารถไปบอกทุกคนได้ว่า จริงๆ แล้วบทกวีนี้ยังสะท้อนถึงความอัดอั้นที่กวีถูกกดขี่ ถูกกีดกันจนไม่มีหนทางกอบกู้บ้านเมือง
และยังเป็นการเสียดสีแสดงความไม่พอใจต่อราชสำนักซ่งใต้อีกด้วย
น่าเสียดายจริงๆ
กวีนิพนธ์หลายบทเมื่อขาดบริบททางประวัติศา