‘ตลกชะมัด’
‘เป็นสักขีพยานในปาฏิหาริย์เนี่ยนะ’
‘สิบนาทีก็สร้างปาฏิหาริย์ได้แล้วอะเหรอ?’
‘แถมยังแต่งด้วยภาษาฉีโจวของเราอีก?’
‘กวนซะจริง!’
‘เก่งขนาดนี้เลยนะ?’
‘ขอฟังหน่อยเถอะว่าคุณแต่งเพลงเทพอะไร’
ผู้ชมไม่เชื่อเลยสักนิด โดยเฉพาะเมื่อเห็นหลินจือไป๋ยังทำหน้าจริงจังพลางพูดเรื่องช่วงเวลาแห่งการเป็นสักขีพยานในปาฏิหาริย์อะไรนั่น ทุกคนก็ยิ่งไม่เชื่อ แค่รู้สึกว่าท่าทางและบทพูดของหลินจือไป๋น่าตลก แต่ในวินาทีนี้เองหลินจือไป๋ก็เปิดเพลงที่เขาเพิ่งทำเสร็จ เสียงดนตรีนำดังขึ้น
เสียงกีตาร์ไฟฟ้าคลอไปกับจังหวะกลอง เนื้อหาดนตรีดูเข้มข้นทรงพลังกว่าการดีดกีตาร์เล่นๆ เมื่อกี้อย่างเห็นได้ชัด
จังหวะจะโคนรุกเร้าเด่นชัด แถมยังมีเสียงคล้ายไทรแองเกิลถูกเคาะอย่างหนักหน่วงเป็นระยะๆ คลอตามไป!
ตึง ตึง!
ติง ติง ตึง ตึง!
ตึง ตึง ตึง ตึง ตึง!
ผู้ชมต่างพากันประหลาดใจ ให้ตายเถอะ!
‘อินโทรเร้าใจกว่าที่คิดแฮะ’
‘จังหวะโคตรแน่นเลย!’
‘ไม่ได้นะอย่าว่าไปเชียว!’
‘น่าสนใจแฮะ’
‘ได้ฟีลจริงๆ’
‘ท่านมหาเศรษฐีพอมีฝีมืออยู่นะแต่ฉันว่าคงไม่เยอะหรอก’
‘ยังไงก็ใช้เวลาแค่นิดเดียวเองนะ’
‘ถ้าเงินมันหาง่ายขนาดนี้ทุกคนก็คงไปเรียนแต่งเพลงกันหมดแล้ว’
ถึงแม้คุณภาพของช่วงนำนี้จะเหนือความคาดหมายของผู้ชมจำนวนมาก แต่พอคิดว่านี่คือสิ่งที่หลินจือไป๋แต่งขึ้นแบบลนลาน รวมเวลาเรียบเรียงเสียงประสานแล้วก็เหมือนจะง่วนอยู่แค่ยี่สิบนาที ทุกคนจึงยากที่จะเกิดความคาด