ยอาหาร มองร้านที่เงียบเหงาลงแล้วพลางสำรวจไปรอบ ๆ
ร้านอาหารริมทางนี้ดูผิวเผินไม่สะดุดตาเลยสักนิด อย่างมากก็แค่มีเนื้อที่กว้างขวางกว่าร้านข้าง ๆ อยู่บ้าง ตำแหน่งที่ตั้งดีกว่าเพียงเล็กน้อย
ธงประจำร้านแขวนไว้สูงลิ่ว บนนั้นเขียนตัวอักษรว่า ‘ร้านอาหารเย่ต้าเหนียง’ ที่เรียกได้ว่าแค่พอเรียบร้อยเท่านั้น
“เย่ต้าเหนียงหรือ ไม่ได้บอกว่าจูต้าเหนียงหรอกรึ?” เขาเงยหน้ามองพลางถาม
พี่เป้าคาดเดาฐานะของนายท่านผู้เฒ่าท่านนี้ในใจ ขณะประสานมือคารวะกล่าวว่า “สามีของเย่ต้าเหนียงแซ่จู คนจึงเรียกนางว่าจูต้าเหนียงขอรับ”
“แล้วเหตุใดจึงเรียกว่าร้านอาหารเย่ต้าเหนียงเล่า?”
“สกุลจูเป็นครอบครัวบัณฑิตชาวนา กฎบ้านห้ามไว้ ลูกหลานสกุลจูไม่อาจค้าขาย แม้จูต้าเหนียงอยากทำการค้ามากเพียงใด แต่ก็ไม่อาจละเมิดกฎของวงศ์ตระกูล จึงต้องถอยหนึ่งก้าว อาศัยชื่อตนเองมาทำการค้าร่วมกับผู้น้อย เปิดแผงขายอาหารนี้ด้วยกัน”
“ครอบครัวบัณฑิตชาวนา?!” นายท่านผู้เฒ่าซุนประหลาดใจ “ครอบครัวสามีของเย่ต้าเหนียงเป็นบัณฑิตเช่นนั้นหรือ? มิน่า…”
มิน่าเล่าแผงขายอาหารนี้จึงแขวนนามของนางไว้ ไม่ใช้แซ่สามี
ราชสำนักตั้งกฎไว้ว่า ผู้เข้าร่วมการสอบขุนนางไม่อาจค้าขาย
ครอบครัวสามีในฐานะที่เป็นบัณฑิตย่อมต้องอยากสอบเคอจวี่อยู่แล้ว จึงไม่อาจเข้ามามีส่วนร่วมในเรื่องค้าขาย แต่หากให้เย่ต้าเหนียงออกหน้าก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง นับแต่โบราณสินเดิมของสตรีถือเป็นทรัพย์สินส่วนตัว