ีที่ผมรู้สึกหวั่นไหวกับใครสักคนนั่นแหละ สเปกในอุดมคติถึงจะมีเกณฑ์ที่ชัดเจนขึ้นมา”
ฉีเจียนเจียชะงักไปครู่หนึ่ง หลินจือไป๋ยังคงไม่ตอบคำถามนี้ แต่ท่าทางของเขากลับดูจริงจังมาก หรือเขาอาจจะไม่มีสเปกในอุดมคติจริงๆ?
“แล้วถ้าคุณเจอคนที่ชอบ จะเป็นฝ่ายจีบก่อนไหมคะ?”
ฉีเจียนเจียอดถามไม่ได้
หลินจือไป๋เอ่ย “เพราะผมยังไม่เจอคนที่ชอบขนาดนั้น ดังนั้นคำถามนี้ผมเลยยังตอบคุณไม่ได้ในตอนนี้ครับ”
เยเจิ้นเบิกตากว้าง “คุณไม่เคยชอบใครเลยเหรอ?”
“พวกคุณถามเยอะไปไหมเนี่ย?”
หลินจือไป๋เอ่ย “เคยมีคนที่ชอบครับ แต่นั่นมันเรื่องนานแสนนานมาแล้ว”
เป็นเรื่องในชาติก่อน ความทรงจำเลือนรางไปหมดแล้ว
ในชาตินี้หลินจือไป๋ยังไม่เคยหวั่นไหวกับใครเลยจริงๆ เขาถึงขั้นเคยคิดอย่างมีเหตุมีผลว่า คู่ครองในอนาคตควรจะหาคนที่ช่วยส่งเสริมหน้าที่การงานของตัวเองดีไหม อย่างเช่นหยิ่นตงหน่วนหรือชูฉาน ถ้าพวกเธอเต็มใจ
แต่นั่นก็เป็นเรื่องในอดีต เมื่อหน้าที่การงานของหลินจือไป๋ประสบความสำเร็จ และได้สถาปนาตำแหน่งทายาทเสินฮวาในใจของปู่อย่างมั่นคงแล้ว เขาก็ยิ่งไม่มีความจำเป็นต้องใช้การแต่งงานไปแลกเปลี่ยนกับอะไรอีก
เขายิ้มออกมาแล้วจู่ๆ หลินจือไป๋ก็พูดว่า “บ่อยครั้งที่ผู้หญิงมีแต่จะทำให้ความเร็วในการชักกระบี่ของผมช้าลง ในใจไร้สตรี ชักกระบี่ย่อมทรงพลัง!”
พรูด!
ทุกคนพากันหัวเราะลั่น คอมเมนต์สดก็ขำกลิ้งกับประโยคนี้ของหลินจือไป๋
‘ทฤษฎีนี้เฉียบขาดมาก!’
‘เจ๋ง!