นนะ”
“เอ๊ะ อย่าเพิ่งไปสิ!” เย่อิงอ้อนวอน “อยู่เป็นเพื่อนพวกเราหน่อยน่า!”
หลินจือไป๋ ขนลุกซู่ “คุณจะอ้อนก็ได้ แต่อย่ายืนอ้อนในคอกแกะแบบนี้สิ”
“แบะ~”
“แบะ~”
แกะร้องไม่หยุด เย่อิงลูบหัวแกะ ตามหลักแล้วการลูบหัวแกะจะเป็นภาพที่เปี่ยมไปด้วยความรัก ถ้าไม่ใช่เพราะขี้แกะถูกป้ายไปบนหัวแกะละนะ
หลินจือไป๋ หาแท่นหินนั่งลง “ตกลงเรียกผมมามีธุระอะไรครับ?”
หานเยว่ช่วงพูดพลางมือก็ยังง่วนกับงานว่า “ก็เรื่องการแข่งขันนั่นไงคะ เกมมะรืนนี้ไม่ใช่แข่งร้องเพลงเหรอคะ ผู้กำกับสั่งให้แต่ละกลุ่มเตรียมการแสดงสองชุด พวกเราสามคนกะว่าจะเตรียมเพลงมาร้องรวมกันสักหนึ่งเพลง แล้วอีกเพลงเจ้านายช่วยเตรียมให้เป็นไงคะ?”
“ได้สิ”
หลินจือไป๋ ไม่ได้สนใจเรื่องแพ้ชนะในเกมนั้นเลย อันดับหนึ่งได้รางวัลเป็นเหรียญดอกท้อแค่ไม่กี่เหรียญเอง ไม่น่าสนใจเอาซะเลย
“งั้นเจ้านายลองแต่งเพลงให้พวกเราไหมคะ?” หานเยว่ช่วงเอ่ยอย่างคาดหวัง
“ได้อยู่แล้ว” หลินจือไป๋ ปรายตามองฝูงแกะ แล้วจู่ๆ ก็เอ่ยว่า “ผมสอนพวกคุณเอง”
หยุดไปครู่หนึ่ง หลินจือไป๋ ก็ร้องว่า
“อย่ามองว่าฉันเป็นแค่แกะตัวหนึ่ง เพราะฉันหญ้าเขียวถึงหอมกว่าเดิม เพราะฉันท้องฟ้าถึงสีครามสดใสกว่าเดิม เพราะฉันปุยเมฆขาวถึงอ่อนนุ่มละมุน”
พรืด! หานเยว่ช่วงขำก๊าก “นี่มันอะไรกันเนี่ย?”
กู่สิงเองก็อดขำไม่ได้ “นี่เป็นเพลงเด็กของฉินโจวเหรอ?”
“ฉินโจวไม่มีเพลงเด็กเพลงนี้นะ” หานเยว่ช่วงยิ้มกล่าว “ต้องเป็นเพลงที่