ข้างๆ เย่อิงที่กำลังกินอกไก่อยู่ก็เริ่มทนไม่ไหว+2
สายตาจ้องมองเนื้อผัดพริกหยวกจนน้ำลายสอ เธอเป็นพวกคลั่งไคล้พริกอย่างหนัก
ไม่อาจต้านทานการยั่วยวนของกลิ่นหอมเผ็ดร้อนนี้ได้เลย
แม้แต่ไก่ฉีกที่ตอนแรกคิดว่ารสชาติไม่เลว ยิ่งกินก็ยิ่งรู้สึกจืดชืด!
“เจ้านายคะ!”
หานเยว่ซวงมองหลินจือไป๋ตาปริบๆ ไม่สามารถกลืนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปลงคอได้แม้แต่คำเดียว
ความต่างของอาหารการกินจะมากเกินไปแล้ว!
ดิคคินสัน[1] เคยกล่าวไว้ว่า
ฉันทนต่อความมืดมิดได้ หากฉันไม่เคยเห็นแสงตะวัน
แต่แสงสว่างนั้นทำให้ความอ้างว้างของฉัน กลายเป็นความอ้างว้างที่น่าหวาดหวั่นยิ่งกว่าเดิม!
คำกล่าวนี้ใช้กับเด็กสาวทั้งสามคนได้พอดี
หากไม่มีอาหารรสเลิศสองจานนี้ของหลินจือไป๋วางอยู่ข้างๆ+1
ไม่ว่าพวกเธอจะกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปหรือแทะอกไก่ ก็คงไม่รู้สึกว่ามีปัญหาอะไร
แต่ตอนนี้ภายใต้การเปรียบเทียบที่รุนแรง
พวกเธอรู้สึกว่าบะหมี่และอกไก่ของตัวเองหมดความอร่อยไปในพริบตา!
โดยเฉพาะเย่อิง เธอเหมือนเด็กข้างบ้านที่หิวโซจนแทบจะร้องไห้
เพราะวันนี้ทุกคนต่างเร่งรีบเดินทาง จึงไม่มีสักหยดน้ำมันที่ตกถึงท้องเลย
ส่วนมื้อค่ำก็ยังต้องมากินอกไก่ที่ต้มนานเกินไปจนเนื้อแห้งสากอีก…
“เจ้านาย~~~!”
จู่ๆ เสียงของหานเยว่ซวงก็หวานหยดย้อยจนหลินจือไป๋ขนลุกซู่
“มีอะไร?”
“ขอซี่โครงหมูให้ฉันสักชิ้นได้ไหมคะ?”
“ได้สิ”
หลินจือไป๋ตอบอย่างคล่องแคล่ว
หานเยว่ซวงดีใจยกใหญ่ ขณะที่กำลังจะยื่