ียงแค่ในใจก็พอแล้ว แต่ฉากหน้ายังคงต้องปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเท่าเทียม
“เอาล่ะ กลับเรือนกันเถอะ” เย่อวี๋หรานเดินนำไปพลางถามว่า “เมื่อครู่นี้เหมือนข้าได้ยินว่ามีคนจะปรึกษาเรื่องอะไรกับข้านะ?”
จูเอ้อร์ไม่กล้าพูด เขารีบปฏิเสธทันที “เปล่านี่ขอรับ ไม่มีอะไรต้องปรึกษา ท่านแม่ ท่านคงฟังผิดแล้ว…”
แต่ไม่รอให้เขาพูดจบ จูอู่ก็พูดว่า “ท่านแม่ พี่รองกังวลเรื่องพี่สะใภ้รองขอรับ พี่สะใภ้รองแต่งเข้าเรือนมานานแล้วแต่ก็ยังไม่มีลูกเสียที พี่รองกลัวว่าพี่สะใภ้รองอาจสุขภาพไม่แข็งแรง อยากปรึกษากับท่านว่าต้องให้พี่สะใภ้รองไปหาหมอดีหรือไม่”
จูเอ้อร์นึกโมโห เขาถลึงตาใส่จูอู่
แต่ตอนนั้นมืดแล้ว จูอู่มองไม่เห็นเลยสักนิด ปากก็ไวจึงพูดออกมาจนหมด
จูเอ้อร์พูดเสียงอ่อย “ท่านแม่ ข้าไม่ได้คิดแบบนั้น…ซุ่ยซุ่ยดีมาก แต่น้องสะใภ้สี่มีลูกแล้ว น้องสะใภ้ห้าถึงจะยังไม่เคยคลอดลูก แต่ก็เคยตั้งครรภ์มาก่อน แต่เมียข้ากลับไร้วี่แวว จึงอดร้อนใจไม่ได้ขอรับ”
“ทุกอย่างต้องค่อยเป็นค่อยไป จะใจร้อนไม่ได้ ถึงเวลาเดี๋ยวก็มาเอง ถ้ายังไม่ถึงเวลาร้อนใจไปก็ไร้ประโยชน์” เย่อวี๋หรานได้ยินเรื่องนี้ก็ไม่รู้สึกว่าอยู่เหนือความคาดหมายนัก
แต่นางคิดไม่ถึงว่าลูกชายคนรองจะพูดออกมาอย่างเปิดเผย ต่างจากในอดีตที่มักแอบไปทำลับหลังนาง
นางพูดต่อไปว่า “เมื่อก่อนเมียเจ้าไม่ท้องเสียทีก็ไม่แปลก ความเป็นอยู่ไม่ค่อยดี ได้กินไม่อิ่มท้อง นางสุขภาพดีได้ก็แปลกแล้ว หน้าเหล