หลินจือไป๋เดินจากไปเช่นนั้นเอง
และเมื่อหลินจือไป๋จากไป งานประชุมกวีนิพนธ์ครั้งนี้ก็ตกอยู่ในสภาพยุ่งเหยิงเต็มไปด้วยความโศกเศร้า
แม้งานยังไม่จบลง แต่หลังจากนี้จะยังทำอะไรได้อีก?
แต่งบทกวี?
แต่งโคลง?
ท่าทีบ้าบิ่นอิสระเสรีหลังดื่มเหล้าของไปตี้ ได้ทิ้งเงามืดมหึมาไว้เหนืออุทยานอิงเหมยแล้ว
บทกวีและโคลงกลอนของใครจะก้าวข้ามไปได้?
กระทั่ง.. แม้แต่บทกวีบทนั้นก่อนจากไป ก็เรียกได้ว่าทำลายจิตใจคนอย่างโหดเหี้ยม ถูกลิขิตมาเพื่อทำให้นักเขียนนับไม่ถ้วนในงานประชุมกวีนิพนธ์ไมอาจเชิดหน้า!
บทกวีบทนี้องอาจห้าวหาญเกินไปแล้ว!
แปลง่ายๆ ก็คือ ตัวข้าคือขุนนางสวรรค์ผู้ดูแลภูผาและวารี เง็กเซียนฮ่องเต้ทรงประทานความอหังการและอิสระเสรีแก่ข้า
เคยตวัดพู่กันบัญชาลมฝนนับครั้งไม่ถ้วน และเคยถวายฎีการั้งเมฆา ขอยืมจันทร์มามากมาย
ตัวข้าอิสระเสรี! ท่องกวีกลอนหมื่นบทก็ไม่เกินไป! ดื่มสุราพันจอกก็ไม่เมามาย!
ไหนเลยเหลาราชาขุนนางและแม่ทัพนายกองจะอยู่ในสายตา?
ต่อให้ได้เสวยยศเป็นขุนนางในตำหนักสวรรค์อันตราตรึง ข้าก็คร้านจะไป
ปรารถนาเพียงทัดดอกเหมยร่ำสุราให้เมามายอยู่ในเมืองลั่วหยาง นครแห่งบุบผานี้!
เนื้อหานี้สิ!
บ้าจนไร้ขอบเขตไปแล้ว!
แต่ด้วยผลงานเอง หลินจือไป๋ในวันนี้เขาก็มีสิทธิ์ที่จะบ้าบิ่นเช่นนี้อย่างเต็มเปี่ยม
เขาดื่มเหล้าไปพลางร่ายบทกวีไปพลาง ทั้งงานไม่มีใครเป็นคู่ต่อสู้ของเขาได้เลย
นี่ไม่ใช่ ‘ร่ายกวีหมื่นบท ร่ำสุราพันจอก’ หรอ