กหรือ?
ต่อให้สุดท้ายเจียงเฮอและผู้นำวงการวรรณกรรมคนอื่นๆ จะออกหน้าไกล่เกลี่ยความบาดหมาง เขาก็หาได้ไยดี
ราวกับบทกวีท่อนนั้นที่เขาร่ายว่า “เคยกี่คราจักชายตาแลเหล่าท้าวพระยามหากษัตริย์?”
สองประโยคสุดท้ายยิ่งไม่ต้องพูดถึง “หอหยกตำหนักทองคร้านหวนกลับ ขอทัดดอกเหมยเมามายสุดหล้าลั่วหยาง”
เข้าได้กับสถานการณ์อย่างถึงที่สุดเช่นกัน กล่าวถึงทั้งดอกเหมยที่บานสะพรั่งทั่วอุทยานอิงเหมย และกล่าวถึงเขาที่เมามายอยู่จริงๆ
ยิ่งไปกว่านั้นที่นี่คือชานเมืองลั่วเฉิง ลั่วหยางก็คือชื่อเรียกในสมัยโบราณของเมืองลั่วเฉิงนั่นเอง
ดวงตาของเจียงเฮอแดงก่ำ แน่นอนว่าไม่ได้ซาบซึ้งใจ หลักๆ เป็นความโกรธเกรี้ยว
เคยกี่คราจักชายตาแลเหล่าท้าวพระยามหากษัตริย์ อะไรกัน!
แกเองเป็นถึงลูกชายตระกูลมหาเศรษฐีชั้นนำ แถมยังกุมสำนักพิมพ์อันดับหนึ่งของฉินโจว เป็นบุคคลระดับท้าวพระยามหากษัตริย์เองแท้ๆ!
หวงอวี้โหลวก็ปิดกั้นตัวเองไปแล้ว สายตาที่มองเจียงเฮอเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง
ถ้าไม่ใช่เพราะรับปากเจียงเฮอที่เป็นเพื่อนเก่าว่าจะช่วยดันจี้เฉวียนไทสุดกำลังในวันนี้ เขาจะถึงกับต้องหาเรื่องใส่ตัวขนาดนี้เหรอ?
แต่ใครจะไปคิดว่าพรสวรรค์และทักษะพู่กันของไปตี้จะไปถึงระดับนี้ได้กันล่ะ!
อวิ๋นหลานเลือกที่จะไม่พูดอะไรเลย วันนี้ทุกทางเลือกของเธอผิดพลาดไปหมด
ทั้งที่แค่ยืนอยู่ข้างไปตี้ ก็จะได้ชื่อเสียงมาฟรีๆ ตั้งมากมายมหาศาลนับไม่ถ้วน
แต่เธอกลับไม่มีความกล้าหาญ