และเด็ดเดี่ยวพอที่จะคว้าโอกาสนั้นไว้!
ที่นี่คุณยายจ้าวพอจะมองภาพรวมออก อาจจะเป็นเพราะความรับผิดชอบต่อวงการวรรณกรรมละมั้ง ในที่สุดเธอก็ยังคงดำเนินการจัดงานประชุมกวีนิพนธ์ต่อไป
เป็นโจวไทที่วันนี้ปล่อยตัวปล่อยใจเต็มที่แล้ว
เมื่อเห็นหลินจือไป๋จากไป ก็กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า
“ถึงอาจารย์ไปตี้จะจากไปแล้ว แต่บทกวีที่เขาทิ้งไว้ ผมรู้สึกว่าคุ้มค่าที่ทุกท่านจะมาถกกันให้มากขึ้นนะครับ”
“อย่างบทกวีบทสุดท้ายที่เขาร่ายมา ส่วนตัวผมรู้สึกว่าเรียกได้ว่าเป็นบทที่ดีที่สุดของงานประชุมกวีนิพนธ์ในวันนี้เลย!”
นายก็กล้าพูดนะ! มีคนแอบหัวเราะออกมา
และก็มีคนรวบรวมความกล้ากล่าวว่า “ผมคิดว่าบทที่ดีที่สุดคือ ปัวชวนจื๋อ สรรเสริญดอกเหมย ครับ”
อย่างไรก็ไม่ใช่ว่านักเขียนทุกคนจะเป็นตัวร้ายในวันนี้เสียหมด บางคนแค่เลือกที่จะรักษาตัวรอดโดยไม่พูดอะไร
น่าจะมีทัศนคติคล้ายๆ กับอวิ๋นหลาน เพียงแต่พวกเขาไม่ได้ถูกเจียงเฮอและหวงอวี้โหลวบีบให้แสดงท่าทีเหมือนอวิ๋นหลาน
แต่ตอนนี้พวกเจียงเฮอต่างก็เงียบกริบ พวกเขาจึงกล้าที่จะอาจหาญขึ้นมาบ้าง และเริ่มวิจารณ์ผลงานของไปตี้
“จักร่วมจิบสักจอกได้หรือไม่ ต่างหากที่ดี!”
“ผมชอบ ร่วงหล่นสู่ดอกเหมยไม่อาจเห็น ที่สุดครับ!”
งานประชุมกวีนิพนธ์กลับมาคึกคักอีกครั้ง แต่ความคึกคักนี้เป็นของบรรดาผู้ที่ไม่ได้มุ่งเป้าโจมตีไปตี้เมื่อครู่
ส่วนใครที่เคยช่วยผสมโรงเหยียบย่ำไปตี้ ตอนนี้ต่างก็ไม่มีหน้าจะพูดอะไร ทำได้เ