ะไร… มีประโยชน์อะไรเหรอ?
รอให้วันหน้า ทักษะพู่กันของไปตี้อยู่ในระดับสูงส่งหรูหราทั้งหมด เมื่อไรถึงตอนนั้น ตัวอักษรห่วยๆ ในภาพเหมยหลายกิ่งที่มุมกำแพงนั้น ก็จะล้ำค่ามหาศาล!
นี่สิที่เรียกว่าหัวสมอง!
แน่นอนว่าหลินจือไป๋ถูกนักข่าวนับไม่ถ้วนตามตอแยอยู่ขนานครึ่งค่อนวัน พร้อมคำถามสารพัดเป็นกระบุง แต่เขาไม่สนใจ รีบเดินตรงไปหาโจวไท
“พี่โจว ผมจะกลับแล้วนะครับ”
“ได้ๆ” โจวไไทยิ้มและบอกลาหลินจือไป๋
คุณยายจ้าวเดินมาหาหลินจือไป๋ สีหน้ามีความรู้สึกผิดอยู่บ้าง ขยับเข้าไปกระซิบข้างหูเขาเบาๆ ว่า
“วันนี้ถือว่าฉันติดค้างเธอแล้ว”
“ดูคุณพูดเข้าสิครับ” หลินจือไป๋ยิ้มกล่าว “โจวไทเป็นเพื่อนของผม ส่วนคุณในสายตาของผมก็เปรียบเสมือนอาจารย์ที่เคารพท่านหนึ่งนะครับ”
“ฉันจะมีคุณสมบัติเป็นอาจารย์ของเธอได้ยังไง?” คุณยายจ้าวยิ้มขื่นพลางส่ายหน้ากล่าว “เสียดายที่ฉันแก่แล้ว ถ้าเป็นตอนสาวๆ พวกเราคงได้เป็นเพื่อน หรือกระทั่งเพื่อนรู้ใจกันนะ”
“ถ้าคุณไม่รังเกียจ พวกเราก็คือเพื่อนรู้ใจกันครับ”
คุณยายจ้าวรู้สึกดีขึ้นมาเล็กน้อย “งั้นก็ไม่เลว ถือซะว่าพวกเราเป็นเพื่อนต่างวัยกัน ฉินโจวกว้างใหญ่ แต่เพื่อนรู้ใจนั้นหายากนัก”
ประโยคนี้หลักๆ คือการรำพึงรำพันถึงทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในโถงนั้น
ในตอนที่ตนช่วยพูดให้ไปตี้ เพื่อนเก่าบางคนของตนทั้งที่ก็เข้าร่วมงานประชุมกวีนิพนธ์ แต่กลับไม่พูดอะไรเลยสักคำตั้งแต่ต้นจนจบ
คุณยายจ้าวคิดมากไปแล้วครับ…
ใน