เวลานี้หิมะยังไม่หยุดตก แสงตะวันยามเย็นย้อมฟ้าดินกลายเป็นสีเหลืองทอง ลมพัดปะทะใบหน้า
หลินจือไป๋มองดูคุณยายจ้าวที่มีผมขาวขึ้นไม่น้อย รู้ว่าอีกฝ่ายคือนักเขียนรุ่นเก่าที่มีจิตวิญญาณและอุดมการณ์อย่างแท้จริง
จู่ๆ เขาจึงกล่าวขึ้นว่า “วันนี้ก่อนจากกัน ผมมีบทกวีบทหนึ่งอยากมอบให้คุณครับ”
“บทกวี?”
คุณยายจ้าวชะงักไป นักข่าวทั้งหลายก็สะดุ้งตัวโยนทันที ราวกับคำว่า ‘บทกวี’ เป็นสวิตช์เปิดอารมณ์อะไรสักอย่าง
ทันใดนั้นกล้องและไมโครโฟนทั้งหมดก็พลันหันจอไปที่หลินจือไป๋ ใบหน้าของทุกคนเต็มไปด้วยความคาดหวังและตื่นเต้น!
สถานการณ์นี้ไม่เลว เป็นผลดีต่อการแพร่หลายของบทกวีนี้ หลินจือไป๋แอบยิ้มในใจแต่ใบหน้ากลับไม่แสดงออกมา กล่าวอย่างเป็นทางการว่า
“บทกวีนี้มีชื่อว่า อำลาจ้าว ครับ”
วินาทีต่อมา ภายใต้การเป็นสักขีพยานของนักข่าวนับไม่ถ้วน ท่ามกลางการบันทึกภาพของกล้องนับไม่ถ้วน หลินจือไป๋ได้ร่ายบทกวีอำลาที่มอบให้แก่คุณยายจ้าว
“เมฆเหลืองพันลี้บดบังสิริยันหม่น ลมเหนือพัดพาห่านป่าหิมะโปรยปราย อย่าได้โศกเศร้าวาหนทางเบื้องหน้าจักไร้สหายรู้ใจ ทั่วทั้งใต้หล้านี้มีผู้ใดไม่รู้จักท่าน!”
นี่คือการตอบแทนของหลินจือไป๋ ทั่วทั้งใต้หล้านี้มีผู้ใดไม่รู้จักท่าน!
เมื่อได้ยินประโยคนี้ ขอบตาของคุณยายจ้าวก็แดงก่ำ
อยู่ในวงการวรรณกรรมมาหลายปีขนาดนี้ เธอย่อมรู้ดีว่าบทกวีนี้มีความหมายอย่างไรต่อเธอ!
และในสถานที่นี้ นักเขียนจำนวนมากที่ยังไม่จา