พระเจ้าช่วย! ตัวอักษรนี่!”“เป็นไปได้ยังไง! ทำไมถึงมีตัวอักษรแบบนี้ได้!”“พลิ้วไหวดังเมฆาเคลื่อน ทรงพลังดุจมังกรผงาด ต่อให้มีปรมาจารย์มาอยู่ที่นี่จริง ก็ไม่แน่ว่าจะทำได้ดีกว่าผลงานชิ้นนี้เลย!”
“ยังมีบทกวีนี่อีก! ภายนอกเขียนถึงดอกเหมย แท้จริงทุกถ้อยคำล้วนพุ่งเป้าไปยังผู้คน!”
ประโยคแรกที่ว่า “ริมสะพานขาดนอกสถานีมาเร็ว บานเดียวดายไร้เจ้าของ” กำลังพูดถึงตอนเข้างานประชุมกวีนิพนธ์วันนี้ที่เหล่านักเขียนต่างกีดกันไปตี้ให้โดดเดี่ยว!
ประโยคต่อมา “พลบค่ำระทมทุกข์ลำพังช้ำเจอลมฝนกระหน่ำ” ชัดเจนว่ากำลังพูดถึงอาเหลย อันอัน และเกออู ที่รวมหัวกันสร้างความลำบากให้ไปตี้!
ประโยคที่สาม “ไร้เจตนาชิงวสันต์ ปล่อยให้เหล่าบุปผาริษยาไป” ในบริบทนี้คำว่า ‘เหล่าบุปผา’ ไม่ใช่คำชมที่ดีนัก ประโยคนี้ประกาศตนเองว่าไม่ลดตัวลงไปแย่งชิงกับใคร แต่ดันมีบางคนที่ริษยาจนต้องเล่นงานเขาให้ได้!
ประโยคสุดท้าย “ร่วงหล่นสู่โคลนตมแหลกเป็นธุลี มีเพียงกลิ่นหอมยังคงเดิม” ไม่ต้องคิดลึกอะไร ไปตี้ถูกตัดสินว่าแพ้ นี่ไม่ใช่ร่วงหล่นสู่โคลนตมแหลกเป็นธุลีหรอกหรือ? แต่ประเด็นสำคัญสุดท้ายกลับอยู่ที่คำว่า “มีเพียงกลิ่นหอมยังคงเดิม” ต่างหาก!
เมื่อได้เห็นทักษะพู่กันนี้! เมื่อได้อ่านบทกวีนี้! บรรดาคนที่มุ่งเป้าโจมตีไปตี้ต่างก็หน้าแดงด้วยความละอายแทบไม่มีที่ยืน! อับอายขายหน้าเกินไปแล้ว! ไปตี้เพียงตัวคนเดียว แทบจะใช้อักษรวิจิตรภาพนี้และบทกวีบทนี้ตบหน้