นู่น”
“โธ่ อย่าเป็นแบบนี้สิ คราวที่แล้วข้าเป็นคนส่งข่าวให้เจ้าไม่ใช่เรอะ ข้าก็แค่เป็นห่วง เรื่องใหญ่ขนาดนี้ หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ไม่เอาเรื่องเจ้า?”
จูเหล่าโถวไม่สบอารมณ์เสียแล้ว เย่อวี๋หรานจะจัดการหรือไม่จัดการเขา ลั่นกลอนประตูเรือนไปก็เป็นเรื่องในครอบครัวของเขา
คนผู้นี้ต้องการอะไรกันแน่?
ท่าทางเหมือนมาดูเรื่องสนุกอย่างนั้นแหละ?
“เกี่ยวอะไรกับเจ้า!” จูเหล่าโถวตอบกลับอย่างอารมณ์เสีย
“ไอ้หยา มีอะไรน่าอายกัน? ข่าวก็แพร่ออกมาแล้ว” คนผู้นั้นกล่าว
“ข่าวอะไร?” ได้ยินเช่นนั้น จูเหล่าโถวก็กางหูผึ่งสอบถามทันที
หลายวันมานี้เขาไม่กล้าไปเดินเล่นในหมู่บ้านเพราะกลัวว่าจะได้ยินคำครหา
แต่พวกเขาพูดอะไรกันแน่ เขากลับอยากรู้มากมาย
“ไม่ใช่อะไรที่น่าฟังนักก็แล้วกัน” คนผู้นั้นกล่าว “เจ้าก็ใช่ว่าจะไม่รู้ ชื่อเสียงของเจ้าในหมู่บ้าน…กลัวเมียน่ะ พวกเขาพูดกันว่าเจ้าคงถูกจัดการอนาถแน่ แต่ข้าเห็นว่าเจ้าก็ยังอยู่ดีนี่นา ไม่เห็นว่าแขนขาข้างไหนจะหายไป เจ้าอย่าไปฟังพวกเขาพูดเหลวไหล…”
จูเหล่าโถว “…”
ไม่มีใครหวังว่าเขาจะอยู่ดีมีสุขเลยหรือ?
ยังจะมาแขนขาหายไปอะไรอีก ทำไมไม่ขอให้เขาไปตายเสียเล่า!
“เจ้าอย่าเก็บไปใส่ใจ มีแต่คำเหลวไหลทั้งนั้น อย่าไปสนใจเลย เจ้าดูพวกลูกชายของเจ้าสิ แต่ละคนกตัญญูทั้งนั้น เท่านี้ก็ไม่เป็นไรแล้ว คนเราน่ะ พอแก่ตัวลงก็ปรารถนาแค่นี้ไม่ใช่หรือไร ขอเพียงพวกเขากตัญญูเช่นนี้ต่อไป อย่างอื่นล้วนไม่ใช่ปัญหา