ับ”
หลินจือไป๋ยิ้มตอบ
หลังจากส่งเลขาจินกลับไป หลินจือไป๋ก็โทรหาเจียงเฉิง
พอเจียงเฉิงได้รู้เรื่องสัญญาวันนี้ของหลินจือไป๋ก็ตกใจจนพูดไม่ออกอยู่พักใหญ่
นานพอควรเจียงเฉิงถึงพึมพำออกมาว่า
“นี่แหละจุดที่พวกทายาทตระกูลเศรษฐีอย่างพวกคุณทำให้คนอิจฉามากที่สุด
ไม่แปลกเลยที่สังคมเดี๋ยวนี้จะยิ่งต่อต้านคนรวยมากขึ้น
ถ้าคุณไม่ใช่เจ้านายผม ผมก็คงอดรู้สึกอิจฉาริษยาหมั่นไส้ไม่ได้เลยครับ”
ลองสมมติสมมติว่าปีที่แล้วสำนักพิมพ์เสินฮว่าได้กำไรหนึ่งพันล้าน ปีนี้แค่ทำกำไรได้พันห้าร้อยล้าน หลินจือไป๋ก็ได้ถือหุ้นสำนักพิมพ์เสินฮว่าสิบเปอร์เซ็นต์ทันที
แน่นอนว่านี่เป็นแค่การเปรียบเทียบคร่าวๆ ในสัญญาจริงยังมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกมาก
เช่น เงินเหล่านี้ได้มาด้วยวิธีใด ใช้การรีดผลประโยชน์แบบไม่เหลืออะไรไว้ในอนาคตหรือเปล่า
มีหลักเกณฑ์ตรวจสอบเฉพาะ ไม่เปิดช่องให้หลินจือไป๋เลี่ยงกฎได้มากนัก ปู่ไม่ใช่คนที่หลอกง่ายๆ เลย
หลินจือไป๋หัวเราะเบาๆ
หากเทียบกับทั้งเสินฮว่ากรุ๊ป สำนักพิมพ์เสินฮว่าก็เป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวเล็กๆ เท่านั้น
“แม้ว่าเงื่อนไขในการครอบครองสำนักพิมพ์เสินฮว่าแบบเต็มตัวจะน่าดึงดูดมาก แต่การทำกำไรให้ได้ถึงหกเท่านั้นยากเกินไปแล้ว
เจ้านายก็พยายามให้เต็มที่เท่าที่ไหวแล้วกันครับ ยังดีที่เรามีปู่เย่จวินจี๋จะช่วยให้สำนักพิมพ์เสินฮว่าทำเงินได้ไม่น้อยเลยครับ…”
หลังจากสงบลงได้แล้ว เจียงเฉิงก็รู้สึกว่าเป้าหมายนี้ยากมากจริงๆ