เจ้าส่งข้าอำลา
กลิ่นอายเครื่องหอม รักได้ทว่าไม่อาจมอบ ท้องฟ้ากว้างเพียงใด ปฐพีไกลเพียงไหน
หากเจ้าคือวีรบุรุษ ลิขิตให้ไร้น้ำตาไร้ความเสียใจ รอยยิ้มนั้นอันตรายเพียงใดเป็นยาพิษกัดลึก
หยาดน้ำตานั้นงดงามเพียงไหน มีเพียงเจ้ารู้ ดวงใจนี้หากขาดเจ้าชีวิตช่างน่าขัน…”
เสียงของซุนกู่มีเอกลักษณ์อย่างมาก โดยเฉพาะช่วงท่อนฮุค
ยิ่งแสดงให้เห็นถึงลักษณะเฉพาะตัวของเขา ทำให้ผู้ฟังอดไม่ได้ที่จะเงี่ยหูฟังแล้วปล่อยใจล่องลอยไป
“ชื่อเสียงเกียรติยศนี้ไม่ต้องการ หวังแลกเพียงรอยยิ้มโฉมงาม
จากกันครานี้หากยังมีวัฏสงสาร ข้ายอมเกิดเป็นวัวเป็นม้า สุดขอบฟ้าขอร่วมทางเคียงเจ้า…”
ประโยคสุดท้าย ‘สุดขอบฟ้าขอร่วมทางเคียงเจ้า’ เสียงถูกลากให้สูงและยาว
แม้จะแหลมแต่กลับไม่บาดหู สร้างความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูกขึ้นมา
ไม่มีคำพูดใด จากนั้นหลินซีก็ฟัง ‘ใต้หล้า’ อีกรอบหนึ่ง
ฟังจบ หลินซีมองน้องชายของตนแล้วพูดออกมาสี่คำว่า
“สมกับเป็นนาย”
หลินจือไปยิ้ม “ติดสิบอันดับแรกได้อยู่เนอะ?”
หลินซีดวงตาเป็นประกาย
“ถึงจะผ่านไปหนึ่งในสามของเดือนนี้แล้ว แต่ด้วยอิทธิพลของไป่ตี้ในตอนนี้ บวกกับคุณภาพของสองเพลงนี้ การเข้าไปติดสิบอันดับแรกไม่ใช่ปัญหา
ถึงปากนายจะบอกว่าไม่สนใจ แต่จริงๆ ในใจก็คงอยากลองปะทะกับฉูฉืออยู่เหมือนกันใช่ไหมละ”
“หือ?”
หลินจือไปงุนงง
หลินซีหัวเราะคิก
“ยังมาทำเป็นไขสืออีก ถ้านายไม่สนใจฉูฉือจริงๆ จะจงใจแต่งเพลงโบราณสองเพลงทำไม?”
จู่ๆ