้ให้คนรุ่นหลัง
บ้างก็ว่าการปกครองโหดร้ายด้วยกฎหมายเข้มงวด บีบบังคับราษฎรให้สร้างกำแพงเมืองจีน แถมยังมีการเผาตำราฝังปราชญ์
แต่หากมองย้อนกลับไปจากมุมมองคนยุคปัจจุบัน ก็จะพบว่าคุณูปการของพระองค์ไม่อาจปฏิเสธได้เลย
บางที ‘วันพรุ่งนี้ในความฝัน’ ของเขา อาจคือวันนี้ของเราก็เป็นได้?
ดนตรีค่อยๆ เริ่มดุดันขึ้น เสียงร้องของจางซีหยางก็ยิ่งเปี่ยมไปด้วยความฮึกเหิมเช่นกัน
นี่คือท่อนฮุคของ ‘ขอยืมเวลาอีกห้าร้อยปีจากฟ้า’ ซึ่งแทบจะพาผู้ฟังย้อนเข้าสู่ยุคสงครามในครั้งนั้นได้ในพริบตา!
“มองดูเกือกม้าเหล็กกระทบพื้นกึกก้อง
เหยียบย่ำทั่วผืนแผ่นดินใหญ่หมื่นลี้
ยืนหยัดอยู่กลางพายุคลื่นลม
จับยึดวงโคจรแห่งตะวันแลจันทรา
หวังให้หมู่ประชาอยู่เย็นเป็นสุข
บ้านเมืองสงบสันติสมบูรณ์
ข้ายังอยากมีชีวิตอีกห้าร้อยปีจริงๆ!
ข้ายังอยากมีชีวิตอีกห้าร้อยปีจริงๆ!”
ในวินาทีนั้นเอง จางเผยเหิงถึงกับตะลึงไป เพราะไปตี้ไม่ได้เอาคำว่า ‘ขอยืมเวลาอีกห้าร้อยปีจากฟ้า’ ใส่เข้ามาในเพลงตรงๆ
หากแต่ใช้การขับร้องในมุมมองของจิ๋นซีฮ่องเต้ว่า ‘ข้านั้นอยากมีชีวิตอีกห้าร้อยปีจริงๆ!’
ในพริบตาเดียว ทั้งความรู้สึกถึงยุคสมัยและความฮึกเหิมโศกซึ้งก็พลันบังเกิดขึ้นในทันที!
“เอาเพลงนี้แหละ!”
จางเผยเหิงถึงกับตัวสั่นเทิ้ม!
ต้องเป็นเพลงนี้เท่านั้น เพลงอื่นไม่ได้เด็ดขาด และแม้แต่นักร้องก็ต้องเป็นคนนี้
จางซีหยางให้เสียงที่ฮึกเหิมลุ่มลึก หนักแน่นแต่แฝงไว้ด้วยความอบ