เพลงจากลา…”
นี่คือท่อนสุดท้ายของเนื้อร้องท่อนหลัก การเล่าเรื่องก่อนหน้านี้ได้มาถึงจุดที่เริ่มปะทุอารมณ์ เปิดทางไปสู่ท่อนฮุค ทำนองยิ่งฟังยิ่งติดหู
“จันทร์หลูโจวสาดแสงลงกลางใจ เจ้าใต้จันทรามิเป็นเช่นวันวาน บาดแผลมากมายเหลือเกินเอื้อนเอ่ย ทอดถอนใจครานั้นนึกเห็นเพียงธรรมดา…”
ก่อนหน้านี้ตอนที่ฟัง “หิมะโปรยปรายบนสะพานขาด” หลี่เซียวรู้สึกได้ชัดเจนว่าฉูฉือคนนี้เชี่ยวชาญการใช้เนื้อร้องและเสียงถ่ายทอดให้เกิดภาพในจินตนาการ คราวนี้ภาพที่ฉูฉือบรรยายยิ่งชัดเจนขึ้น บัณฑิตที่ประสบความสำเร็จกลับมายังบ้านเกิด ภายใต้แสงจันทร์ เขาได้พบกับหญิงสาวผู้เป็นเจ้าของ “หนึ่งเส้นปอยผมเฝ้าถนอมรักชั่วชีวา” แต่ผ่านไปนานหลายปีดูเหมือนเธอจะเปลี่ยนไป หรือบางทีอาจเป็นเขาเองที่เปลี่ยนไป มีคำพูดมากมายอัดแน่นอยู่ในใจ เวลานี้กลับไม่รู้จะเริ่มตรงไหน
หลี่เซียวเข้าใจแบบนี้ แต่เนื้อเพลงท่อนถัดมากลับทลายความเข้าใจของหลี่เซียว หรือจะบอกว่าเพิ่มความเลือนรางในบรรยากาศ ให้จินตนาการเปิดกว้างยิ่งขึ้น
“แสงจันทร์หลูโจวเย็นเยียบดังหยาดฝนกลีบหลี บัดนี้เจ้าอยู่เคียงข้างกายผู้ใด แสงจันทร์บ้านเกิดสลักลึกลงกลางใจ ทว่ากลับไม่อาจหลั่งน้ำตาเช่นวันวาน…”
ที่แท้การพบกันของทั้งสองก็เป็นแค่จินตนาการของผู้ขับร้อง! กาลเวลาผันผ่าน ฉันค่อยๆ ลืมเลือนภาพของเธอไปทุกที ต่อให้ได้พบหน้ากันจริงจะมีประโยชน์อะไร? สรรพสิ่งเปลี่ยนไปตามกาลเวลา บางทีเธออาจออกเรือนไ