็นความรู้สึกของหลินจือไปเองด้วย
ตอนนี้หลินจือไปก็นับว่าเป็นนักร้องกึ่งมืออาชีพคนหนึ่งแล้ว เมื่อก่อนร้องเพี้ยนจนฟังเอาสนุกเฉยๆ
แต่ตอนนี้กลับรับรู้ได้ถึงพลังของอีกฝ่ายในระดับเชิงเทคนิค ต้องบอกเลยว่าแข็งแกร่งมากจริงๆ
เมื่อเทียบกันแล้วทักษะการร้องเพลงของตนถูกอีกฝ่ายบดขยี้อย่างสิ้นเชิง
อย่างน้อยตอนนี้เพลงที่จางซีหยางร้อง หลินจือไปก็ร้องไม่ได้เลยจริงๆ
“จางซีหยาง!”
“จางซีหยาง!”
“จางซีหยาง!”
พอจางซีหยางร้องเพลงนี้จบ ผู้ชมทั้งฮอลล์ก็พากันตะโกนอย่างบ้าคลั่ง ราวกับว่าวันนี้เป็นคอนเสิร์ตของเขา
“ขอบคุณครับ”
จางซีหยาง ชายที่ดูเหมือนเศร้าสร้อยกลับเผยรอยยิ้มออกมาในเวลานี้
เขาถือไมโครโฟนหันไปหาผู้ชมทั้งฮอลล์
“ผมคือนักร้อง จางซีหยางครับ”
เสียงโห่ร้องจากคนดูยิ่งดังสนั่น!
ท่ามกลางเสียงตะโกนกึกก้อง ผู้ชมประหลาดใจเล็กน้อย เพราะจางซีหยางยังไม่ยอมลงจากเวที แต่กลับยืนอยู่บนนั้น
แล้วก็หยิบสมุดเล่มเล็กๆ เล่มหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ
“จะทำอะไรกันนะ?”
ในขณะที่ผู้ชมกำลังงุนงง จางซีหยางถอนหายใจแล้วกล่าวว่า
“ผมได้รับคำเชิญจากอาจารย์ไป๋ตี้ เลยมาร่วมรายการนี้ เดิมทีคิดว่าแค่ร้องเพลงก็พอแล้ว
แต่ทางทีมงานรายการงบน้อยเกินไป ทำให้จ้างพิธีกรไม่ได้ ก็เลยให้ผมมารับหน้าที่แทน
นี่เป็นครั้งแรกที่ผมจะรับบทเป็นพิธีกร ถ้าพูดอะไรไม่ดี ก็ขอให้ทุกคนอดทนหน่อยแล้วกันนะครับ…”
โอ้จริงดิ!
ผู้ชมหัวเราะไม่ได้ร้องไหไม่ออก ทีมงานรายการนี้จนขนาด