รา
ใต้รัตติกาลแห่งเจียงหนานเหนือสะพานน้อยและชายคา
กลับไม่อาจเข้าใจทุ่งเวิ้งว้างแห่งไซเป่ย…”
เสียงของนักร้องใสกระจ่าง ราวกับน้ำพุที่ไหลเอื่อย
เทคนิคการร้องไม่ได้แสดงออกมามากนัก เพราะท่วงทำนองไม่จำเป็นต้องใช้พลังเสียงมากนัก
นักร้องร้องออกมาได้อย่างสงางาม ใชโทนเสียงสะกดใจผู้ฟัง
วิธีนี้สามารถเลี่ยงจุดที่ยากในการร้องได้ เป็นการจัดการที่ชาญฉลาดมาก
หลังจากท่อนอินเตอร์ลูด เสียงร้องใสกระจ่างก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“ฤดูเหมยเบ่งบานด้วยความเงียบเหงาอาลัย
ยามใบไม้ผลิผ่านพ้นไปกลับมลายหายสิ้นในพริบตา
เหลือเพียงข้าเดียวดายชมดอกไม้ไฟพร่างพรายทั่วฟ้า
ไหวระริกก่อนปลิดปลิวคล้อยสายลม”
แค่ได้ฟังท่อนแรกของเพลง เสี่ยวหูก็รู้สึกว่าเพลงนี้เขียนได้อย่างละเมียดละไม
ท่อนที่สองเปลี่ยนจากความละเมียดไปสู่ความเยียบเย็น แฝงด้วยความโศกเศร้าและหดหู่
ความรู้สึกนี้มาจากการถ่ายทอดอารมณ์ผ่านเสียงของนักร้อง ยิ่งกว่านั้นคือมาจากการใช้ภาษาศิลป์ในเนื้อเพลง
ใช่แล้ว ตอนแรกเสี่ยวหูให้ความสนใจกับท่วงทำนองเป็นหลัก ตอนนี้เสี่ยวหูเริ่มหันมาสนใจเนื้อเพลงแล้ว
เสี่ยวหูเข้าใจเพลงแนวโบราณอย่างไม่ต้องสงสัย ไมอย่างนั้นเขาคงไม่ถูกมอบหมายให้ดูแลกิจกรรมประกวดเพลงแนวโบราณนี้
เสี่ยวหูมองว่าในยุคที่คนแต่งทำนองมีบทบาทสูงในวงการเพลง
มีแค่เนื้อเพลงของเพลงแนวโบราณเท่านั้นที่มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าท่วงทำนอง!
แต่ว่า… เนื้อเพลงของเพลงนี้ ต่อให้เสี่ยวหูจะมี