อยู่เรือนข้าง ๆ นี่เอง แค่ร้องเรียกก็พอแล้ว” ภรรยาของหลิวเหวินเกินเชิญทุกคนนั่งเสร็จก็เดินไปถึงริมกำแพงแล้วตะโกนข้ามไป
“ท่านแม่ รีบมาทางนี้เถอะเจ้าค่ะ พวกแม่สื่อมากันแล้ว”
ฝั่งนั้นมีเสียงขานรับ “รู้แล้ว รู้แล้ว ไปเดี๋ยวนี้แหละ”
ผ่านไปสักพัก สตรีสูงวัยที่ผมสีขาวดอกเลาทั่วศีรษะก็พาสตรีอ่อนวัยกว่าภรรยาของหลิวเหวินเกินเล็กน้อยเข้ามาในเรือนพร้อมกัน
“นี่คือแม่สามีของข้า นี่คือ…พี่สะใภ้ของข้า” ตอนที่ภรรยาของหลิวเหวินเกินแนะนำสตรีอ่อนวัยผู้นั้น น้ำเสียงไม่ค่อยเป็นธรรมชาติเท่าใดนัก
เย่อวี๋หรานแววตาสว่างวาบ พี่สะใภ้อายุน้อยกว่าภรรยาของหลิวเหวินเกิน?
เรื่องนี้นับว่าหาพบได้ยากในหมู่บ้านชนบท เว้นเสียแต่ว่าจะเป็นการแต่งงานครั้งที่สอง
ชั่วขณะนั้น นางนึกคาดเดาในใจ
“ท่านนี้คือญาติผู้ใหญ่ของเด็กที่มาดูตัวกันกระมัง ข้าคือแม่ของเหวินเกิน” มารดาของหลิวเหวินเกินหาได้เกรงใจ พาสะใภ้ใหญ่อายุเยาว์ผู้นั้นไปนั่งลงตรงตำแหน่งประธานเป็นที่เรียบร้อย
ภรรยาของหลิวเหวินเกินค่อนข้างอึดอัดใจ แต่ตรงนี้มีคนนอกอยู่ด้วย ไม่สะดวกจะพูดอะไร ทำได้เพียงนั่งลงข้าง ๆ กลุ่มคน
จูซื่อเสิ่นแสดงตัวออกมาด้วยการกล่าวขึ้นว่า “ข้าคือแม่ของซื่อหู่ นี่คือลูกชายของข้า”
นางกล่าวพลางดึงจูซื่อหู่ออกมาแนะนำให้ญาติฝ่ายหญิงได้รู้จัก
มารดาของหลิวเหวินเกินมองอีกฝ่ายตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ทั้งยังไม่ลืมมองเด็กหนุ่มที่อยู่ข้าง ๆ อีกคน “ไม่เลว ๆ แค่ดูก็รู