้ว่าเป็นเด็กฉลาด ท่านนี้เป็นลูกพี่ลูกน้องกันกระมัง?”
จูซื่อเสิ่นไม่คาดว่าอีกฝ่ายจะเปลี่ยนประเด็นไปพูดถึงจูซานจ้วงเร็วปานนี้ ก็ถึงกับตะลึงไปเล็กน้อย แต่ก็ยังดึงคนออกมาแนะนำตัวแต่โดยดี “ใช่แล้วเจ้าค่ะ นี่คือลูกชายของพี่สะใภ้สามของข้า ชื่อว่าซานจ้วง เพิ่งไปดูตัวกับลูกสาวของหลิวเอ้อร์หมิงมาเมื่อเช้านี้เอง”
นางเกรงว่าอีกฝ่ายจะเข้าใจผิด จำผิดคน จึงเอ่ยเตือนขึ้นมา
ไม่คิดเลยว่ามารดาของหลิวเหวินเกินจะไม่สนใจแม้แต่น้อย ยังคงชมเชยจูซานจ้วงไปตามธรรมเนียม
หาได้มีเพียงจูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่นที่อึ้งไป กระทั่งแม่สื่อที่เป็นคนเดินเรื่องให้ก็ยังอึ้งเช่นกัน ไม่ถูกสิ ตอนแรกที่มาติดต่อก็บอกไว้ดิบดีแล้วว่าเป็นจูซื่อหู่ ลูกชายของจูเหล่าซื่อนี่นา
เนื่องจากเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน ทั้งสองครอบครัวจึงมาดูตัวด้วยกัน ต่างคนต่างดูตัว ทั้งยังแจ้งไว้ล่วงหน้าแล้ว
ในเมื่อแจ้งให้ทราบไว้ก่อนแล้ว มารดาของหลิวเหวินเกินยังมาทำเช่นนี้ เป็นเพราะเหตุใดกัน?
ที่พิสดารกว่านั้นก็คือ มารดาของหลิวเหวินเกินประเดี๋ยวมองจูซานจ้วง ประเดี๋ยวมองจูซื่อหู่ ชมคนนั้นแล้ววกกลับมาชมคนนี้ ทั้งยังหาข้อตำหนิออกมา บอกว่าเรื่องนี้คนนั้นสู้คนนี้ไม่ได้ เรื่องนั้นคนนี้ยังด้อยกว่าอีกคน
แม่สื่อรีบหันไปทางภรรยาของหลิวเหวินเกิน ส่งสายตาไปให้ทำนองว่า เจ้าพูดกับแม่สามีของเจ้าชัดเจนแล้วรึ?
ภรรยาของหลิวเหวินเกินก็ร้อนใจเช่นกัน รีบกระแอมหลายที อยากจะแย่งชมเชยจ