จูอู่ชี้ไปที่ดอกปากนกกระเรียนที่วางไว้ใต้กำแพงด้วยความรู้สึกเสียดายอยู่ครู่หนึ่ง
เขาพูดว่าทำไมตอนนี้หลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ยยังอยู่ในห้องจูปาเม่ยไม่ออกมาอีก เดิมทีคงวางแผนจะนอนที่นี่อยู่แล้ว
“ถ้าเจ้ารู้สึกว่าไม่สะดวกก็อย่าถอดเสื้อนอน แล้วลุกขึ้นมาจากเตียงก่อนก็ได้กระมัง? หลังจากนั้นก็ไปบอกกับจูปาเม่ยสักหน่อยว่าคืนนี้พวกนางอย่าลุกมาเดินกลางค่ำกลางคืน ไม่เช่นนั้นถ้าเห็นว่าในลานบ้านมีคนมานอนอยู่จะตกใจกลัวกันได้”
“เหอเหอ! ท่านแม่ ยังคงเป็นท่านที่ดีต่อข้า” จูอู่ได้ยินก็ถอยหลังจากเย่อวี๋หรานหนึ่งก้าว รู้สึกมีความสุขเป็นพิเศษ
เย่อวี๋หรานส่ายหัวอย่างจนใจและไม่สนใจเขาอีก
แต่งงานมีลูกสะใภ้แล้ว จะมานอนข้างนอกคนเดียวอีกก็ค่อนข้างไม่เข้าท่าอยู่บ้าง แต่ตอนนี้จูอู่อยากนอนคนเดียว จึงไปเอาเตียงมาจากในห้อง ทั้งยังเอามาวางไว้นอกห้องอย่างไม่สนใจใคร
เตียงนอนบนเชิงเขาไท่ตังมีสองประเภท หนึ่งคือเตียงนอนช่วงฤดูหนาว ซึ่งจะปูด้วยฟางแห้งและผ้านวม และยังมีอีกประเภทหนึ่งคือเตียงเย็นซึ่งเป็นเตียงที่ทำจากไม้ไผ่ โดยมีเสาทั้งสี่ต้นค้ำอยู่ด้านล่าง พื้นผิวเรียบคล้ายเสื่อเย็น[3]
ไม่จำเป็นต้องวางอะไรไว้บนเสื่อเย็น แต่ยามที่นอนก็ยังรู้สึกเย็นสบาย คนที่ชอบทำความสะอาดเล็ก ๆ น้อย ๆ ก่อนนอนจะใช้ผ้าชุบน้ำผืนหนึ่งมาเช็ด ทั้งสะอาดทั้งสบายยิ่งนัก
เดิมทีครอบครัวสกุลจูมีเตียงเย็นเช่นนี้อยู่ แต่เพราะพวกพี่ชายน้องชายแต่ละคนได้แบ