่าที่จะเป็นไปได้ อย่าไปสนใจพวกเขา พวกเขาไม่กล้าฟ้องท่านแม่หรอก เพราะเดิมทีมันก็เป็นงานของพวกเขาอยู่แล้ว”
หลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ยยิ้มแต่ไม่ได้ตอบรับ
สุดท้ายแล้วพวกนางสองคนก็ไม่ใช่ลูกหลานคนสกุลจู มีคนที่ยอมรับพวกนางให้อยู่ในสกุลจู แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะยอมรับพวกนาง
การที่จูซื่อและจูอู่จะ ‘รังแก’ พวกนางอยู่บ่อยครั้งก็เป็นเรื่องที่ปกติมาก
แม้ว่าจะถูก ‘รังแก’ แต่พวกนางสองคนก็พอใจง่ายมาก เพราะพวกนางรู้ว่าพวกนางหน้าหนามาอยู่กับพี่สาวคนรองในบ้านสกุลจู ในมือยังสามารถเก็บเงินได้หลายเหรียญอยู่บ่อยครั้ง เป็นชีวิตที่ดีจนแทบไม่กล้าฝันถึง
ถ้าเช่นนี้แล้วยัง ‘เรื่องมาก’ พวกนางคงเป็นพวกไม่รู้จัก ‘สำนึกบุญคุณ’ แล้ว
เห็นได้ชัดว่าจูปาเม่ยไม่ได้สังเกตถึงเรื่องนี้แม้แต่น้อย นางหันไปสนใจเรื่องอื่นในชั่วพริบตา นำผ้าที่ย้อมแล้วมาแบ่งกับพวกนาง แยกว่าผืนไหนของบ้านไหนเรียงไว้อย่างดี
อีกด้านหนึ่งจูอู่ย้ายเก้าอี้มานั่งตากลมอยู่ในลานบ้าน
จูเหล่าโถวเห็นแล้วก็เข้ามาทักทาย
“แม่เจ้าอยู่ที่ไหนหรือ?” จูเหล่าโถวมองไปที่ห้อง ก่อนจะพบว่าห้องของเย่อวี๋หรานไม่ได้เปิดไฟ
“ยังอยู่ที่เรือนเก่าขอรับ” จูอู่พลั้งปากถามขึ้นมาว่าทำไมวันนี้พ่อของเขากลับเร็วขนาดนี้ ปกติจะต้องกลับดึกมากไม่ใช่หรือ?
“ข้าเคยไม่กลับมานอนบ้านเสียเมื่อไหร่เล่า?”
“ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้นขอรับ ข้าหมายถึงตอนกินข้าวกลางวัน กับตอนที่กินข้าวเย็น” จูอู่พู