ว? เขาไม่อยู่ทางนั้น ข้าเพิ่งมาจากที่นั่น ไม่มีคนหรอก”
“ไม่อยู่?” จูจยาสนเท่ห์นัก “งั้นก็แปลกแล้ว ข้าเพิ่งกลับมาจากนาน้ำของบ้านท่าน ไม่เห็นเขาเหมือนกัน”
“เป็นไปได้ว่าพอเจ้ามาทางนี้ เขาก็ไปทางนั้น จึงคลาดกันพอดีกระมัง อาจูจยา ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นห่วงที่นาของพวกข้า แต่เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องร้อนใจเกินไป ถ้าปีนี้ครอบครัวข้าปลูกได้สำเร็จ ปีหน้าเจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสก็จะพาทุกคนปลูกไปด้วยกัน ทั้งสองคนพูดเรื่องนี้กับข้าแล้ว พวกเราเป็นคนหมู่บ้านเดียวกัน มีสุขก็ต้องร่วมกันเสพอยู่แล้ว”
จูจยายิ้มร่าก่อนจะพูดว่า “ฮ่า ๆๆๆ…ผู้อาวุโสบอกข้าแล้ว เขาก็รู้สึกว่าข้ามาที่นี่บ่อยเกินไป ไม่เป็นไร ข้าน่ะถ้าไม่มาสักครั้งก็เหมือนจะขาดอะไรไปบางอย่าง กินข้าวไม่ลง ถึงอย่างไรก็ห่างกันไม่ไกลอยู่แล้ว ข้าก็แค่เดินเยอะหน่อยเท่านั้น”
“ก็ได้ อาจูจยาชอบเดินก็เดินเถอะ ไม่เป็นไร ถ้าอย่างนั้นก็ฝากเจ้าช่วยจับตาดูที่นาของข้าด้วยก็แล้วกัน”
“วางใจเถอะ ข้าคอยดูอยู่แล้ว”
คุยกันสักพัก ทั้งสองคนก็แยกย้าย
สำหรับอาจูจยาผู้นี้ กล่าวกันตามความสัตย์แล้ว เย่อวี๋หรานชมชอบอีกฝ่ายมากทีเดียว หนักแน่นทำงานเก่ง ซื่อสัตย์พึ่งพาได้กว่าจูเหล่าโถวเสียอีก
นางใคร่ค่รวญในใจว่า ตั้งแต่นาน้ำจนถึงแปลงปลูกมันเทศ แล้วกลับจากแปลงปลูกมันเทศจวบจนมาพบอาจูจยา แต่กลับไม่มีใครพบจูเหล่าโถว แล้วเขาจะไปที่ไหนได้?
ขณะนั้น จูเหล่าโถวกำลังช่วยงานอยู่ในที่นาของแม่ม่ายฉิน