างคนหันไปทิศทางที่ไม่ควรไปเสียแล้ว เกรงว่าคงหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออกเป็นแน่
เนื่องจากพะวงคิดถึงเรื่องนี้ เมื่อหลินซื่อตื่นขึ้นในวันถัดมาก็เปลี่ยนไปขยันขันแข็งมากขึ้น
แต่สิ่งที่ทำให้คนอื่นรู้สึกว่าแปลกอยู่บ้างก็คือ นางมักไปปรากฏตัวข้างกายหลิวซื่อด้วยท่าทางยิ้มแย้ม “พี่สะใภ้รอง ข้าช่วยท่านนะเจ้าคะ”
ไม่ว่าหลิวซื่อจะทำอะไร นางก็มักจะเข้าไปช่วยเหลือ
หลิวซื่อมีสีหน้าสงสัย “เจ้าเป็นอะไรไป? กินยาผิดมาหรือ? ปกติเจ้าชอบแย่งงานกับสะใภ้สี่นี่นา วันนี้เจ้าไม่ไปหาน้องสะใภ้สี่ เพียรมาหาข้าทำไม?”
“พี่สะใภ้รอง ท่านคิดมากเกินไปแล้ว ข้าก็ว่างพอดีต่างหาก” หลินซื่อไม่มีทางยอมรับอยู่แล้วว่านางต้องการจะเอาชนะพี่สะใภ้รอง
ขอเพียงนางดีกว่าพี่สะใภ้รองแม้เพียงเล็กน้อย ท่านแม่ก็คงจะไม่อยากปลดนางแล้วใช่ไหม?
ไม่มีใครทราบความคิดนี้ของนาง
เย่อวี๋หรานเห็นนางอารมณ์ดีไม่เลว ก็เดาว่าเรื่องเมื่อวานนี้คงราบรื่นดี เดิมทีนางก็ไม่อยากเข้าไปยุ่งอยู่แล้วจึงไม่ได้ถามไถ่อย่างละเอียด จึงได้แต่หันไปทำธุระของตัวเอง
นางตรวจสอบว่าน้ำในนาน้ำของนางเป็นอย่างไรบ้าง ต้นกล้าเติบโตได้ดีหรือไม่ จากนั้นก็ไปเดินสำรวจแปลงปลูกมันเทศ
ระหว่างทางก็ได้พบอาจูจยาที่มักมาเตร็ดเตร่ในนาข้าวของครอบครัวนางเป็นประจำ
เมื่ออาจูจยาเห็นนางก็เข้ามากล่าวทักทาย ถามว่านางกำลังจะไปไหน
“ไม่มีอะไร แค่เดินเล่นไปรอบ ๆ” เย่อวี๋หรานกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “เจ้ามาหาจูเหล่าโถ