็ยังเดือดร้อนถึงตัวเอง เจ้าว่าข้ายังจะรู้สึกดีได้อีกหรือ?”
“ข้ารู้”
“เจ้ารู้อะไร เจ้ารู้อะไร?” จูอู่รู้สึกว่าหลินซื่อค่อนข้างโง่งม เขาขยับเข้าไปใกล้แล้วพูดว่า “สถานการณ์ของครอบครัวเรา เจ้ารู้จริง ๆ งั้นหรือ?”
หลี่ซื่อที่อยู่ห้องข้าง ๆ กันแทบจะแนบติดผนังไปทั้งตัวแล้ว แต่กลับพบว่าเสียงทางนั้นเบาลงเรื่อย ๆ ได้ยินไม่ชัดเลยสักนิด
จูซื่อมองอยู่ข้าง ๆ พลางกลั้นยิ้ม
“เจ้ายิ้มอะไร?” หลี่ซื่อหันกลับมาตำหนิเขา
แน่นอนว่านางพูดเสียงเบาอย่างยิ่ง
จูซื่อกระซิบตอบ “ท่าทางเจ้าตลกมาก เจ้าไม่รู้ตัวหรือ เจ้าแนบไปทั้งตัวแบบนั้น บั้นท้ายกระดกขึ้นสูงเชียว…”
หลี่ซื่อก้มหน้าลงพิจารณาท่าทางของตัวเอง ครั้นนึกถึงภาพที่ไม่ดีเท่าไหร่ขึ้นมาได้ก็รีบนั่งลงทันที ถลึงตาใส่เขาอย่างดุร้าย “คิดอะไรอยู่? สมองเจ้านอกจากเรื่องพวกนี้ยังรู้จักคิดถึงเรื่องอื่นเป็นบ้างไหม?”
จูซื่อยิ้ม “นี่ก็โทษข้าไม่ได้ ปกติเวลาพวกเราทำเรื่องพวกนั้น เจ้าก็กระดกบั้นท้ายขึ้นสูงแบบนี้เหมือนกันนี่นา? เมื่อก่อนเจ้ายังบอกว่าชอบอยู่เลย…”
หลี่ซื่อแตกตื่นจนอุดปากเขาไว้แล้วด่าเสียงเบา “เจ้ายังกล้าพูดได้อย่างไร ไม่รู้จักอายบ้างหรือ?”
จูซื่อหัวเราะอึกอัก
ในขณะที่ทางด้านหลินซื่อนั้นไม่ใคร่เข้าใจความหมายของคำพูดจูอู่ ครอบครัวพวกตนอยู่ในสถานการณ์อย่างไรหรือ? ก็ดีออกนี่นา?
แม่สามีได้สร้างเรือนหลังใหม่ ความเป็นอยู่ของครอบครัวก็ดีวันดีคืน ยังจะมีปัญหาอะไรอีก?
เ