งจะโชคไม่ดีเท่าใดนัก แม้เรือนสกุลจูจะผ่านการเก็บกวาดมาแล้ว แต่ไม่รู้ว่าใครเก็บกวาดไม่เรียบร้อย ยังมีหินก้อนหนึ่งอยู่บนพื้น เป็น ‘ของเล่น’ ของเด็กน้อยที่มากินข้าวที่เรือนสกุลจูสักคนไม่ระวังทำหล่นเอาไว้
หลินต้าเม่ยสะดุดก้อนหินลื่นล้มทันที
โครม!
นางล้มก้นจ้ำเบ้า ท่าทางขวัญหาย
“อุ๊บ” จูซื่อและจูอู่ที่ไม่กลัวว่าเรื่องราวจะลุกลามหลุดหัวเราะ “พี่สาม ท่านดูสิ นางกลัวท่านแม่จนมีสภาพนี้แล้วยังกล้ามาหาเรื่องอีก ฮ่า ๆๆๆๆ…”
จูซานก็กลั้นหัวเราะอยู่เช่นกัน ไม่รู้จริง ๆ ว่าควรพูดอย่างไรดี
หลินต้าเม่ยได้รับความลำบากและต้องอับอายในเวลาเดียวกัน จึงหันหน้ามาทางนี้อย่างขุ่นขึ้ง “ผู้ใดกลัวหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์? เจ้าออกมาให้ข้าเดี๋ยวนี้นะ ผู้ใดกลัว?”
จูซื่อกลอกตาแล้วกล่าวว่า “ผู้ใดกลัวก็ชัดอยู่แล้วไม่ใช่หรือ?”
จูอู่ผสมโรง “ใช่แล้ว เจ้าไม่กลัวแล้วจะล้มได้อย่างไร?”
หลินต้าเม่ยอับอายจนแทบอยากมุดดินหนี ขณะเดียวกันก็เคียดแค้นผู้ชายสกุลจู
คนสกุลจูไม่มีตัวดีสักคน!
แน่นอนว่านางยังเอาความโกรธไปลงกับหลินซื่อ หลินซานเม่ย และหลินซื่อเม่ย
ถ้าไม่ใช่เพราะสามคนนี้ไม่ช่วยเหลือนาง นางจะต้องขายหน้าขนาดนี้หรือ?
“พวกเจ้า…”
ทว่าหลินต้าเม่ยยังพูดไม่จบ เย่อวี๋หรานก็เดินไปถึงตรงหน้า ยกท่อนไม้ขึ้นมาวางไว้เหนือขมับหลินต้าเม่ย
หลินต้าเม่ยตระหนกจนจิตใจสั่นสะท้าน
ตึกตัก!
ตึกตัก!
ตึกตัก!
นางหันกลับมาช้า ๆ สัมผัสได้ว่าปลายท่อนไม้ปาดผ่านขมั