่านแม่ยังไม่มาอีก?” หลิวซื่อเห็นสภาพยุ่งเหยิงเช่นนั้นก็ปวดเศียรเวียนเกล้า
วันนี้เป็นวันมงคลของสกุลจู ในเรือนมีประจักษ์พยานมากมาย แต่กลับเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นมา คนส่วนใหญ่กำลังชมดูความครึกครื้นกันอยู่ ไม่มีใครคิดจะสอดมือ
เปล่าหรอก ใช่ว่าจะไม่มีคนอยากสอดมือ แต่พอคนอื่นพูดขึ้นได้ไม่เท่าไหร่ก็ถูกหลินต้าเม่ยตอกกลับเสียแล้ว
เย่อวี๋หรานก็ไม่อยู่ บุรุษสกุลจูไม่สะดวกจะไปลากสตรีออกจากกัน คนอื่นอยากเข้ามาช่วยแต่ก็พะวงถึงเจ้าของงาน ชั่วขณะนั้นจึงไม่มีใครก้าวเข้ามาช่วย หลินต้าเม่ยจึงคว้าโอกาสได้เปรียบเอาไว้ก่อน
จูปาเม่ยกล่าวอย่างร้อนอกร้อนใจ “ไม่รู้สิ เมื่อครู่นี้ท่านแม่ยังไปต้อนรับพี่เป้าอยู่เลย พริบตาเดียวก็หายไปไหนไม่รู้เสียแล้ว”
พวกเขาไม่ได้สังเกตกันเลยว่าไม่ได้มีเพียงพี่เป้าที่ไม่อยู่ เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสของหมู่บ้านสกุลจูก็ไม่อยู่เช่นกัน พวกเขาตามเย่อวี๋หรานไปเรือนข้าง ๆ หาสถานที่ปลอดคนเพื่อสนทนากันแล้ว
ถึงอย่างไรเรื่องนิมิตมงคลก็ยังไม่คลี่คลาย หากไม่ทราบข่าวที่แน่นอน ทุกคนก็ยังไม่อาจวางใจได้
แน่นอนว่าฝ่ายหมู่บ้านสกุลจูก็ไม่อาจกล่าวไปตรง ๆ ได้ว่า “เจ้าคงรู้เรื่องนิมิตมงคลกระมัง เจี่ยงโหย่วเซิงมาหมู่บ้านสกุลจูเพื่อขโมยข้าวสาลีฤดูหนาว ตั้งใจว่าจะใช้เป็นนิมิตมงคลเอาไปแลกรางวัลแน่ะ”
ดังนั้นพวกเขาจึงเท้าความอยู่นาน ทักทายปราศรัยกันพักใหญ่ ค่อยแง้มพรายออกมาว่า พวกเขาทราบข่าวจากญาติในตำบล คล้า