มยินดีปรีดา แต่เพียงชั่วพริบตาอารมณ์ก็ดำดิ่ง ในใจกลับรู้สึกหดหู่
อารมณ์ของจูเหล่าโถววันนี้ราวกับกำลังนั่งรถไฟเหาะตีลังกา
แต่สิ่งที่ยิ่งทำให้เขารู้สึกทนไม่ได้คือ ยามที่เขาออกมาจากเรือนในฐานะหัวหน้าสกุลกลับไม่มีใครสังเกตเห็นเลยสักคน?!
เขายืนอยู่นอกเรือน ซ่อนอยู่ในที่ที่ไม่มีคน รู้สึกเสียใจอยู่พักหนึ่ง
“พี่ใหญ่จู…”
น้ำเสียงฉายแววลังเลของใครบางคนดังขึ้นมาจากข้าง ๆ
จูเหล่าโถวหันหน้าไปก็พบกับคนที่ยืนอยู่ด้านข้าง เป็นแม่ม่ายฉินที่ควรจะอยู่ในลานบ้านนั่นเอง
วันนี้เป็นงานมงคลใหญ่ของสกุลจู คนในหมู่บ้านสกุลจูล้วนมากันหมด แม่ม่ายฉินเองก็ไม่อาจพลาดคำเชิญเช่นกัน
เพียงแต่วันนี้นางแต่งตัวธรรมดาเป็นอย่างยิ่ง ซ่อนตัวอยู่ในฝูงชน จึงไม่ได้ดึงดูดความสนใจมากนัก
“เจ้าออกมาทำไม?” จูเหล่าโถวมองนางอย่างทำตัวไม่ถูกเล็กน้อย
แม่ม่ายฉินแสดงท่าทีประดักประเดิดอยู่บ้าง นางเอาผมยุ่ง ๆ ทัดหลังหูและพูดว่า “ข้าเห็นเจ้าออกมา ข้าก็เลยออกมาด้วย”
จูเหล่าโถวไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไร
“ขอโทษ ข้าทำให้เจ้าลำบากใจใช่หรือไม่? ข้าจะไปเดี๋ยวนี้” แม่ม่ายฉินพูดจบก็หันหลัง แต่นางกลับไม่ได้เดินไปทันที ทั้งยังพูดขึ้นมาอย่างลังเลประโยคหนึ่ง “ข้า…จริง ๆ แล้วข้าแค่เป็นห่วงเจ้า”
จูเหล่าโถวพูดอย่างขี้ขลาดว่า “ไม่เหมาะ”
“ข้ารู้ ใครก็รู้นิสัยของจูต้าเหนียง แม้แต่เจ้าหน้าที่ทางการและผู้อาวุโสก็ล้วนไว้หน้านางอยู่หลายส่วน ข้าก็กลัวจูต้าเหนียงเหมือนกั