หลี่นับว่าเป็นคนที่ค่อนข้างมองการณ์ไกล เห็นว่าหมู่บ้านสกุลจูนำร่องแล้ว มีตัวอย่างที่ประสบผลสำเร็จให้เห็นเช่นนี้ก็เริ่มนั่งไม่ติด จึงรุดมาทางนี้
ก่อนที่หลี่ต้าเหนียงจะมาอาละวาด เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสจากสองหมู่บ้านก็เคยพบปะหารือเรื่องนี้กันมาก่อนแล้ว
เพียงแต่ทั้งสองหมู่บ้านไม่เคยมีประสบการณ์เรื่องนี้มาก่อน ยังคงคลำหินข้ามแม่น้ำ [1] ด้วยเหตุนี้จึงหารือไม่ได้ผลลัพธ์อันใด สุดท้ายก็เกิดเรื่องหลี่ต้าเหนียงขึ้นมาเสียก่อน
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เองหรอกหรือ” เย่อวี๋หรานผงกศีรษะ “หมู่บ้านสกุลหลี่อยากจะทำการค้าด้วยใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ เพียงแต่ปัญหาอาจมีเยอะสักหน่อย”
แม้เจ้าหน้าที่หมู่บ้านสกุลหลี่จะแลดูดุดันน่าเกรงขามต่อหน้าครอบครัวหลี่ต้าเหนียง แต่ยามอยู่ต่อหน้าเย่อวี๋หรานยังคงสงวนท่าทีอยู่ไม่มากก็น้อย
เขารีบถามว่า “ปัญหาอันใด?”
เย่อวี๋หรานเงยหน้าขึ้นมองผู้ที่อยู่ในห้องทั้งสี่คนและกล่าวว่า “ก่อนหน้านี้ข้าเคยบอกเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสสกุลจูว่าต้องจำกัดจำนวนคนที่จะมาร่วมค้าขาย อนุญาตให้ผู้ค้ารายเดียวไปขายสินค้าชนิดเดียวกันในบริเวณค้าขายที่กำหนดไว้ตามหมู่บ้านต่าง ๆ เท่านั้น พวกท่านทราบหรือไม่ว่าเป็นเพราะเหตุใด?”
เจ้าหน้าที่หมู่บ้านสกุลจูกล่าวอย่างครุ่นคิด “เพราะกลัวว่าจะขายไม่ออกกระมัง?”
“อืม ก่อนหน้านี้เจ้าเคยเอ่ยถึงมาก่อน” ผู้อาวุโสสกุลจูกล่าวต่อจากนั้น “เรื่องทำการค้า ถ้ามีคนแข่งกันขายก็จะมีคนขา