านคังผิงซึ่งเป็นหัวหน้าครอบครัวทำได้เพียงเชื่อฟัง เขายืนขึ้น และออกไปข้างนอก
หลังหานคังผิงจากไปแล้ว ตอนนี้จึงเหลือเพียงเฝ่ยไป๋ลู่กับหานเชียน
หานเชียนเอ่ยเข้าประเด็นด้วยสีหน้าเคร่งขรึมทันที “ฉันเชิญเธอมาที่นี่วันนี้เพราะฉันมีเรื่องจะขอร้อง”
“ฉันรู้ว่าตราประทับศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้เป็นของตระกูลหาน ดังนั้นฉันจะไม่ใช้กำลังบังคับให้เธอมอบให้เหมือนข่าวลือภายนอกนั่น ฉันรู้ว่าเธอไม่ได้มีเจตนาจะข้องแวะกับตระกูลหาน และฉันจะไม่บังคับเช่นกัน”
สายตาของหานเชียนดูลึกซึ้ง “เธออยู่ตัวคนเดียว และมีตราประทับศักดิ์สิทธิ์ในครอบครอง ดังนั้นคนอื่นอาจมุ่งเป้ามาสอดแนมเธออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ฉันคิดว่าเธอคงจะเข้าใจ และครอบครัวหานของเราช่วยเธอได้”
เฝ่ยไป๋ลู่เคาะนิ้วชี้เบา ๆ บนโต๊ะ “ปู่รองหาน จะให้ความช่วยเหลืออะไรแก่ฉันบ้างเหรอคะ?”
หานเชียนกล่าวว่า “ฉันจะช่วยเธอรับผิด ผู้คนภายนอกย่อมโทษว่าตระกูลหานเอาตราประทับศักดิ์สิทธิ์จากเธอไป”
ชื่อเสียงของตระกูลหานอาจแปดเปื้อน แต่เฝ่ยไป๋ลู่สามารถหลบหนีจากวังวนนี้ได้
คงจะเป็นการโกหกหากบอกว่าเธอไม่สนใจ เพราะตระกูลหานถือเป็นเกราะกำลังที่ดี แต่เฝ่ยไป๋ลู่จะไม่พลาดพลั้งเด็ดขาด
ไม่มีสิ่งใดได้มาเปล่า ๆ บนโลกนี้
หานเชียนแสดงไมตรีจิตหลายครั้ง เขาพูดได้เพียงว่าสิ่งที่ตระกูลหานต้องการนั้นสำคัญกว่าเรื่องตราประทับศักดิ์สิทธิ์
เฝ่ยไป๋ลู่จึงกล่าวอีก “ตระกูลหานอยากให้ฉันทำอะไรคะ”
ตอนนี้หานค