วกน้องชายเงียบเสียง “ท่านหมอ ท่านอย่าถือสาพวกเขาเลย พวกเขาเพียงแต่ร้อนใจเท่านั้น ปากหมาไปหน่อย ที่จริงไม่ได้มีนิสัยเลวร้าย”
ท่านหมอไป๋หลี่หัวร่อสองครา ไม่พูดอะไรสักคำ
“ท่านหมอ ท่านว่าทำเช่นนี้ได้หรือไม่ ท่านช่วยรักษาบาดแผลให้เสี่ยวฝูจื่อไปก่อน เงินหนึ่งร้อยตำลึงนั้นอีกสักพักข้าจะเอามาให้ท่าน” พี่เป้าเอ่ย “เงินหนึ่งร้อยตำลึงมากเกินไป ผู้ใดจะพกเงินมากขนาดนี้ติดตัว?”
“อีกสักพัก?” ท่านหมอไป๋หลี่แค่นหัวเราะ “ข้ายังจะไม่รู้จักคนแบบพวกเจ้าอีกหรือ อีกสักพักพอข้ารักษาคนแล้ว ถ้าคนตาย พวกเจ้าจะจ่ายเงินก็แปลกแล้ว ให้เงินก่อนค่อยรักษา นี่เป็นกฎของโรงหมอไป่เย่าถังของพวกข้า”
“ยังไม่ได้รักษาคน ท่านก็มาพูดว่าตายไม่ตายเสียแล้ว นี่ไม่ใช่ว่าสาปแช่งกันอยู่หรือ?” พี่เป้าได้ยินแบบนั้นก็เริ่มโกรธขึ้นมา
“ข้าเคยเห็นคนตายมามากต่อมาก ถ้าพูดจาไม่เข้าหูก็ช่วยไม่ได้ ถ้าเจ้าอยากฟังคำพูดดี ๆ ก็ออกไปแล้วเลี้ยวซ้าย ข้ามถนนสองเส้นตรงไปหอบุปผาโน่น”
“เจ้า!” ถ้าไม่ใช่เพราะเป็นห่วงเสี่ยวฝูจื่อ พี่เป้าก็อยากทะเลาะกับเขาเสียให้รู้แล้วรู้รอด
เขาก็บอกแล้วว่าเขาไม่ได้จะเบี้ยวเงิน แต่ไม่ได้พกเงินหนึ่งร้อยตำลึงมาด้วย
ให้อีกฝ่ายรักษาคนก่อน ระหว่างนั้นเขาก็จะส่งคนไปเอาเงินมาให้
เมื่อเห็นว่าท่านหมอไป๋หลี่ไม่ยอมอะลุ้มอล่วย พี่เป้าก็จนปัญญา ได้แต่หันกลับไปยืมเงินกับพวกน้องชาย
แต่ในกลุ่มน้องชายเหล่านั้น มีเพียงไม่กี่คนที่แต่งงานแล้ว