้อยระหว่างทำงานให้ตระกูลใหญ่บางตระกูล กล่าวกันว่า ‘ไป๋หลี่’ แซ่นี้ คล้ายกับจะมีความสัมพันธ์กับคนใหญ่คนโตสักคนในเมืองหลวง
เมื่อได้ยินว่า ‘คนใหญ่คนโต’ พี่เป้าก็จำต้องระวังไว้ก่อน
ปกติก็มักจะกำชับพวกน้องชายทั้งหลายว่า ไม่มีเรื่องอะไรก็อย่าไปล่วงเกินคนจากไป่เย่าถัง
“ท่านหมอ ขอร้องท่านแล้ว ท่านเร็วกว่านี้หน่อยได้หรือไม่? ชีวิตเขาแขวนอยู่บนเส้นด้ายแล้ว
นะ!” เมื่อไม่อาจลงมือ พี่เป้าก็ได้แต่ค้อมกายขอร้อง
น้องชายทั้งหลายที่อยู่ข้างกายเห็นเช่นนั้นก็รู้สึกไม่สบายใจ
ท่านหมอไป๋หลี่เอ่ยนิ่ง ๆ ว่า “คนที่มาหาหมอล้วนมีชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้ายทั้งนั้น”
เขาพูดพลางมองบาดแผลบนร่างเสี่ยวฝูจื่อ พลันไม่พอใจขึ้นมา
“ต่อยตีกันมาล่ะสิ?” น้ำเสียงก็พลอยเย็นชาไปด้วย “คนอย่างพวกเจ้าก็จริง ๆ เลย เด็กตัวเล็กแค่นี้ก็พาออกมาทะเลาะวิวาท นี่ไม่ใช่ทำร้ายคนหรอกหรือ?”
“ไปจ่ายเงินมัดจำไว้ก่อนหนึ่งร้อยตำลึง”
พวกน้องชายทั้งหลายได้ยินก็สูดลมหายใจเย็นเยือก “หนึ่งร้อยตำลึง?! ท่านหมอ นี่จะแพงเกินไปหรือไม่? ยังไม่รักษาคนแล้วจะเอาร้อยตำลึงอีก?”
ท่านหมอไป๋หลี่จึงกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่ดีเท่าไหร่ “ให้พวกเจ้าจ่ายเงินก็จ่ายเงิน ไม่อยากจ่ายเงินก็พาคนออกไป ด้วยสภาพแผลของเจ้าเด็กนี่ เงินร้อยตำลึงยังไม่รู้ว่าจะเก็บชีวิตเขากลับมาได้หรือเปล่า”
ตนเองเหลวไหลก็ช่างปะไร แต่กลับพาเด็กเล็กเสียคนไปด้วย คนพวกนี้ตายไปก็สมควรแล้ว
“หุบปาก!” พี่เป้าบอกให้พ