อีก จึงกล่าวกดดันฝ่ายตรงข้ามไปโดยไม่คิด
“ไม่เอา ไม่เอาเด็ดขาด” ขณะนั้น เย่อวี๋หรานคล้ายกับจะถูกกดดันจนถึงทางตันแล้ว นางกล่าวว่า “ฮูหยินอวี๋ ข้าขอร้องท่านแล้ว ข้าไม่อยากเข้าคุก หนึ่งพันตำลึงเงินก็หนึ่งพันตำลึงเงิน ข้ายอมมอบสูตรนี้ให้ท่านก็ได้”
ฮูหยินอวี๋นิ่งงัน “…”
หนึ่งพันตำลึงเงิน?!
สวรรค์ ข้าไปรับปากเงินจำนวนมากขนาดนี้ได้อย่างไร? นี่ไม่ใช่ว่าต้องแตะต้องสมบัติก้นหีบของครอบครัวแล้วรึ?
เย่อวี๋หรานดูสีหน้าคนไม่เป็นสักนิด จึงถามฮูหยินอวี๋ตรง ๆ ว่าจะให้เงินเมื่อไหร่
“หากให้เงิน ข้าก็มอบสูตรให้ทันที ถ้าไม่ให้เงิน ตีให้ตายข้าก็ไม่มอบสูตรให้ท่าน” เย่อวี๋หรานยื่นคำขาด
มาถึงขั้นนี้แล้ว ฮูหยินอวี๋ยังจะพูดอะไรได้?
นางได้แต่บังคับให้ตัวเองเอ่ยว่า “ให้ ข้าให้”
เย่อวี๋หรานสงสัยว่าหญิงรับใช้อาวุโสที่ถูกสั่งให้ออกไปทำธุระผู้นั้นไม่ได้จากไปไหนเลยตั้งแต่ต้นจนจบ
เพราะว่าฮูหยินอวี๋เพิ่งจะตกปากรับคำ หญิงรับใช้อาวุโสผู้นั้นก็กลับมาทันที
“นี่เป็นเงินมัดจำครึ่งหนึ่ง ประเดี๋ยวเจ้าไปที่ร้านขายชาดแล้วสอนวิธีทำชาดให้แม่นมของข้า หลังจากนั้นข้าถึงจะให้เงินอีกครึ่งแก่เจ้า เจ้าก็สามารถจากไปได้แล้ว” ฮูหยินอวี๋กล่าวพลางส่งตั๋วเงินห้าร้อยตำลึงใบหนึ่งมาให้
เย่อวี๋หรานรับมาด้วยท่าทางเหมือนไม่เคยเห็นโลกกว้างมาก่อน มองตั๋วเงินห้าร้อยตำลึงนั้นราวกับเห็นของหายาก “ที่แท้นี่ก็คือเงินห้าร้อยตำลึงหรอกหรือ? ก็แค่กระดาษแผ่นเดีย