งไร?” ฮูหยินอวี๋กล่าว “ก็บอกไปแล้วนี่นา ถ้าเจ้าเลือกข้อแรก อีกฝ่ายก็จะให้เงินรางวัลแก่เจ้า”
“แล้วจะให้เท่าไหร่เล่า? ถ้าน้อยเกินไป ข้าก็ต้องพิจารณาสักหน่อย”
“เจ้าต้องการเท่าไหร่?”
“นี่…” เย่อวี๋หรานลังเลอีกครา “เรื่องนี้ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร แน่นอนว่ายิ่งมากก็ยิ่งดี”
ฮูหยินอวี๋เห็นท่าทางของอีกฝ่ายแล้วก็พลอยเคร่งเครียดตามไปด้วย รีบเอ่ยทันทีว่า “ห้าร้อยตำลึง เจ้าคิดว่าห้าร้อยตำลึงได้หรือไม่?”
“ห้าร้อยตำลึง ขอข้าคำนวณก่อนนะ…”
เย่อวี๋หรานพึมพำแล้วเริ่มคำนวณ เริ่มจากคำนวณว่านางขายชาดครั้งแรกได้เงินเท่าไหร่ ต้องขายกี่ปีจึงจะได้เงินมากกว่าห้าร้อยตำลึง
แต่นางก็คำนวณได้ไม่ชัดเจนนัก ตัวเลขแล้วตัวเลขเล่าพรั่งพรูออกมา นับเสียจนฮูหยินอวี๋ที่อยู่ตรงข้ามเริ่มวิงเวียนศีรษะ
“พอแล้ว หยุดนับได้แล้ว” ฮูหยินอวี๋ถูกก่อกวนจนร้อนใจแล้ว คราวนี้เปลี่ยนเป็นนางที่กัดฟันเอ่ยว่า “พันตำลึง หนึ่งพันตำลึงคงได้แล้วกระมัง?”
“ตำลึงเงินหรือ?!” เย่อวี๋หรานเบิกตากว้างด้วยความไม่อยากเชื่อ
ฮูหยินอวี๋พูดจบก็มาเสียใจทีหลัง
ไม่รอให้นางเอ่ยปาก เย่อวี๋หรานก็สบโอกาสโพล่งขึ้นมาก่อนว่า “นี่เป็นเงินเท่าไหร่กัน? ข้าต้องนับดูสักหน่อย…”
“เจ้าไม่ต้องนับแล้ว ตกลงจะเอาหรือไม่เอา? ถ้าเอา พวกเราก็ตกลงกันตามนี้ ถ้าไม่เอา เจ้าก็รอเข้าตะรางไปทั้งครอบครัวก็แล้วกัน” เห็นอีกฝ่ายกำลังจะนับขึ้นมาอีกแล้ว ฮูหยินอวี๋ไฉนเลยจะยังคิดถึงเรื่องเปลี่ยนคำพูด