ลี้ยงพวกเขาให้โตมาได้ ช่วงแรก ๆ ข้ากับจูเหล่าโถวต้องลำบากกันไม่น้อย ตอนนี้พวกเขาโตแล้ว ยังคิดว่าชีวิตน่าจะดีขึ้นกว่าเดิม แต่แรงงานมีมาก ที่ดินมีน้อยนี่นา ก่อนหน้านี้ตอนที่ส่งเจ้าเจ็ดมาเรียนหนังสือก็เคยพูดไว้แล้ว พวกข้าถูกบีบคั้นจนไร้หนทาง ยากจนจึงเปลี่ยนความคิด จำเป็นต้องหาทางออกอื่น ๆ ให้พวกเขา ลูกโตหมดแล้ว ปากท้องในครอบครัวก็มีมากขึ้น แต่ที่ดินยังมีน้อยเท่าเดิม แล้วจะทำอย่างไร? ดังนั้น ข้าจึงอยากปลูกข้าวสาลีฤดูหนาว”
……
เย่อวี๋หรานยังเสริมว่าสิ่งที่นางอยากปลูกไม่ได้มีเพียงข้าวสาลีฤดูหนาว แต่ยังมีของอย่างอื่นอีกด้วย
ขอเพียงช่วยให้อิ่มท้องได้ นางล้วนปลูกทั้งนั้น
เรื่องนี้ก็ต้องขอบคุณที่นางมีโอกาสได้อ่านตำราและบันทึกการเดินทางในช่วงที่ยังติดตามรับใช้คุณชายบ้านสกุลใหญ่ ได้รู้อะไรมากสักหน่อย ความคิดอ่านก็มีมากตามไปด้วย
ทั้งยังเป็นเพราะนางกล้าลงมือลองทำ จึงทดลองจนสามารถปลูกอะไรใหม่ ๆ ได้สำเร็จ กรุยทางให้ครอบครัวได้อีกสายหนึ่ง
“ของข้าเรียกว่า ‘นิมิตมงคล’ ที่ไหนกัน ล้วนแต่เป็นการลองผิดลองถูกมาทีละก้าวทั้งนั้น” กล่าวถึงตรงนี้ เย่อวี๋หรานก็ถอนหายใจออกมาอีกคำรบ “แค่คิดถึงว่ามีคนอยากให้ ‘นิมิตมงคล’ ปรากฏขึ้นในครอบครัวข้า ข้าก็กลุ้มใจจนกินข้าวไม่ลงแล้ว”
อาจารย์เสินได้ยินคำพูดเหล่านั้นของนางก็นึกสะทกสะท้อนใจ
เขาไม่ได้ปิดบังอำพรางเย่อวี๋หราน เล่าข่าวคราวที่ได้รู้มาจากสหายให้นางฟัง
สหายผู้นี้ของเ