ริ่มไปกลับระหว่างตำบลกับเรือนตัวเองเป็นต้นมา สินค้าของร้านขายชาดก็ส่งมอบให้เขา อย่างไรเสียเขาก็ต้องกลับเรือนมาทุกครึ่งเดือนอยู่แล้ว สามารถเอาของไปส่งให้ทางนั้นได้พอดี
“ข้าไม่ได้เข้าไปในตำบลนานแล้ว จะไปสักหน่อยไม่ได้หรือไร?” เย่อวี๋หรานมองมาอย่างไม่พอใจ
จูซานยังจะพูดอะไรได้อีก ได้แต่รับคำแล้ว
ตอนที่เย่อวี๋หรานจะจากมายังกำชับจูซื่ออีกหลายประโยค บอกให้เขาจับตามองเจี่ยงโหย่วเซิงเอาไว้ให้ดี อย่าปล่อยให้เขาหนีไปได้
“ทราบแล้วขอรับ ท่านแม่” จูซื่อจะอย่างไรก็ได้ เพราะพวกเขาไม่ได้เก็บเจี่ยงโหย่วเซิงเอาไว้โดยเปล่าประโยชน์
ตอนนี้เจี่ยงโหย่วเซิงจะถูกควบคุมตัวไปทำงานในนากับคนในครอบครัวสกุลจูอยู่ทุกวัน ถือว่ามีแรงงานเพิ่มขึ้นมาคนหนึ่ง
ถ้าคนอื่นถามก็ตอบว่า “เขาขโมยข้าวสาลีบ้านข้า นี่คือการลงโทษ”
“แม่ข้าบอกว่า ถ้าไม่มาทำเองก็ไม่รู้หรอกว่าการทำนาลำบากเพียงใด สมควรให้เขาได้ซึมซับบทเรียนเอาไว้”
“ตีขาหักจะมีประโยชน์อะไร? ตีขาหักพวกข้ายังต้องให้เงินค่ารักษา ยังไม่คุ้มเท่าให้เขามาทำงาน”
……
คำพูดไม่กี่ประโยคก็สามารถปัดเป่าการหยั่งเชิงและความรู้อยากเห็นของคนอื่นได้
ขณะเดียวกันก็ได้รับความเคารพนับถือจากคนอื่น ๆ “จริงด้วย ตีขาหักยังต้องเสียค่าชดเชย ไม่สู้คุมตัวคนมาทำงาน อย่างน้อยก็ยังได้อะไรคืนมา”
คราวหน้าถ้าได้เจอขโมยหรือคนเสเพลพวกนี้อีก พวกเขาก็รู้แล้วว่าควรจัดการอย่างไร
“ต้าเป่า เอ้อร์เป่า” ครั้นหลิ่วซื่อ