แต่นั่นก็เป็นเพราะคนที่ห่วงใยเขาล้วนเสียชีวิตไปหมดแล้ว เขาคิดว่าในโลกนี้คงไม่มีใครห่วงใยเขาอีก ไม่มีใครสนใจความเป็นความตายของตนเอง
ตอนนี้เมื่อได้ยิน ‘ความห่วงใย’ จากคนอื่น ความรู้สึกในใจเหตุใดจึงสับสนยุ่งเหยิงปานนั้น?
เย่อวี๋หรานไม่ได้สังเกตสายตาที่เจี่ยงโหย่วเซิงมองมาทางตนเอง นางบอกให้จูซื่อและจูอู่ปลดเชือกบนมือและเท้าของเขา ถ้าปล่อยให้คุกเข่าเช่นนี้ต่อไปก็อาจได้คุกเข่าจนพิการไปเสียจริง ๆ
“ขอบคุณจูต้าเหนียง” เจี่ยงโหย่วเซิงกล่าว
“ไม่ได้บอกว่าจะปล่อยเจ้า แค่ให้เปลี่ยนท่าหน่อยเท่านั้น” เย่อวี๋หรานสั่งการให้คนจับเจี่ยงโหย่วเซิงมัดไว้บนเก้าอี้
เจี่ยงโหย่วเซิงหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก “จูต้าเหนียง ข้าไม่หนีหรอก ท่านพูดขนาดนี้แล้ว ข้ายังจะหนีไปทำไม? หนีออกไปก็ตายอย่างเดียว ยังไม่สู้อยู่ที่นี่…”
“ถ้าอย่างนั้นก็อยู่อย่างสงบเสงี่ยม พอเรื่องผ่านไปแล้ว ข้าก็จะปล่อยเจ้าไป” เย่อวี๋หรานบอกให้จูซื่อกับจูอู่ผลัดเวรกันเฝ้าคนเอาไว้ให้ดี จากนั้นก็ถือมีดเดินจากไป
จูปาเม่ย หลินซานเม่ย และหลินซื่อเม่ยที่แอบฟังมาเป็นเวลานานหัวใจเต้นกระหน่ำ
แม้พวกนางจะฟังไม่เข้าใจเท่าไหร่ แต่เห็นท่าทางเคร่งขรึมจริงจังของมารดาก็พอจะเดาได้ถึงความร้ายแรงของเรื่องนี้
พวกนางกระสับกระส่าย รีบหมุนกายกลับไปหาโอกาสบอกเรื่องนี้ต่อทุกคน
ชั่วระยะเวลาพักกินข้าวเที่ยง บรรดาสตรีสกุลจูก็รู้เรื่องนี้กันหมด ข้าวสาลีของครอบครัวกลายเป็นนิ