ใดเสียหน่อย”
“ขโมยข้าวสาลีของพวกข้าก็เท่ากับตัดเสบียงอาหารของครอบครัวข้า ถ้านี่ยังไม่ใช่เรื่องชั่วช้าไร้คุณธรรม ยังจะเป็นอะไรได้อีก? ต้องรอให้คนในครอบครัวข้าอดตายกันหมดแล้ว ค่อยลงไปฟ้องร้องต่อพญายมในนรกอย่างนั้นเรอะ?” เย่อวี๋หรานรับมีดมาแล้วก็ใช้นิ้วลูบไล้ไปมาเพื่อทดสอบความคมของใบมีด
นางหัวเราะเสียงเย็นแล้วกล่าวต่อไปว่า “ไม่เอาแบบนั้นดีกว่า ข้าเป็นหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ ชอบแก้แค้นทันทีที่เกิดเรื่องมาแต่ไหนแต่ไร แบบนั้นถึงจะสาแก่ใจ รอจนตายไปแล้วค่อยมาแก้แค้น หญ้าบนหลุมศพก็คงจะโตหมดแล้ว แบบนั้นยังจะมีความหมายอะไร?”
“จูต้าเหนียง จริง ๆ นะ ข้าไม่ได้โกหก สิ่งที่ข้าพูดมาทั้งหมดเป็นเรื่องจริง…”
เย่อวี๋หรานไม่ฟังเขาพูดไร้สาระ ใช้มีดตบบนหน้าเขาเบา ๆ “เย็นหรือไม่?”
เจี่ยงโหย่วเซิงตัวสั่นเทิ้ม “เย็น…”
“เจ้าสบายใจได้ อีกหน่อยพอเอามีดแทงลงไป เลือดที่ไหลออกมาจากร่างเจ้าจะต้องอุ่นร้อนแน่นอน ถึงตอนนั้นก็ไม่เย็นอีกแล้ว”
มารดามันเถอะ เจี่ยงโหย่วเซิงแทบจะร่ำร้องออกมา เขาเอ่ยอย่างเร่งร้อนว่า “ข้าพูด ข้าพูด ข้ายอมพูดแล้ว ข้าพูดหมดแล้ว พอใจหรือยัง?”
ยามนั้นมีดแทบจะจ่อลำคอเขาอยู่แล้ว ในที่สุดเขาก็ต่อต้านไม่ไหว สารภาพออกมาหมดเปลือก
สาเหตุที่เจี่ยงโหย่วเซิงจู่ ๆ ก็มีความกล้ามาขโมยข้าวสาลีของสกุลจูช่างสอดรับกับคำกล่าวที่ว่า หิวตายเพราะขี้ขลาด รอดตายเพราะบ้าดีเดือด
บิดาตายแล้ว มารดาตายแล้ว ท่านปู่ก็ตายแล้วเช่นกัน