หลังจากไม่มีใครสนใจความเป็นตายของเจี่ยงโหย่วเซิงอีก เขาก็ตามอันธพาลจากหมู่บ้านข้างเคียงคนหนึ่งเข้าตำบลไปวิ่งเต้นทำธุระให้ผู้อื่น
พูดให้น่าฟังก็คือ ‘ทำธุระให้’ ทว่าแท้จริงแล้วก็คือเป็นอันธพาลนั่นเอง เพียงแต่นานทีก็มีโอกาสได้มีหน้ามีตาต่อหน้าคนอื่น ได้รับรางวัลบ้างจำนวนหนึ่ง
หักส่วนแบ่งให้พี่ใหญ่ออกไปแล้ว ส่วนที่เหลือมาถึงเจี่ยงโหย่วเซิงไม่ได้มากมายอะไรเลย แต่เขาตัวคนเดียวก็ยังสามารถเลี้ยงตัวเองได้ ไม่ต้องทนหิวโหย นับว่าสามารถใช้ชีวิตมาได้อย่างถู ๆ ไถ ๆ
แต่ไม่นานมานี้เขาได้ข่าวมาโดยบังเอิญ กล่าวกันว่าฮูหยินผู้เฒ่าสกุลเฉียนซึ่งเป็นครอบครัวคนมีอันจะกินในตำบลกำลังจะฉลองวันคล้ายวันเกิดอายุครบแปดสิบปี ต้องการของมงคลสักชิ้นเป็นของขวัญ
“ถ้าใครสามารถหามาได้ก็จะให้เงินตั้งหนึ่งร้อยตำลึงเชียวนะ” เจี่ยงโหย่วเซิงกล่าว “พอข้าได้ยินก็จิตใจหวั่นไหว ชั่วชีวิตนี้ข้ายังไม่เคยมีเงินมากขนาดนั้นมาก่อนเลย ถ้าได้มาจริง ๆ ข้าก็สามารถกลับไปปลูกเรือนที่บ้านเกิดและแต่งเมียได้แล้ว”
“หลังจากนั้น เจ้าก็หมายตาข้าวสาลีของครอบครัวข้า?” เย่อวี๋หรานเลิกคิ้ว
เจี่ยงโหย่วเซิงยิ้มประจบ “เรื่องนี้ข้าจนปัญญาจริง ๆ นี่นา ข้าคิดไปคิดมา เชิงเขาไท่ตังแห่งนี้ก็ไม่มีของดีอะไร แต่ข้าวสาลีของพวกท่านไม่เหมือนกัน มันเติบโตขึ้นมากลางฤดูหนาวเชียวนะ บรรพบุรุษของพวกข้าทำนามาตั้งหลายชั่วอายุคน ท่านเคยเห็นใครปลูกข้าวสาลีกลางฤดูหนาวได้ด้วย