ัน พวกเจ้าดูสิ ก้านอ่อนยังเขียวอยู่เลย”
“ไม่เขียวแล้ว เก็บเกี่ยวได้แล้ว” อาจูจยาเหล่มองเขาแล้วกล่าวว่า “ช่วงปีที่เพาะปลูกได้ไม่ค่อยดีเพราะแย่งกันเก็บเกี่ยว เขียวกว่านี้ก็เคยเกี่ยวกันมาแล้ว”
ระหว่างที่คุยกันอยู่ ลูกชายหลายคนของสกุลจูก็เอาฟางโต่วออกมาตั้ง เริ่มนวดข้าวกันแล้ว
“นั่นคงเป็นฟางโต่วสกุลเย่กระมัง? ฟางโต่วของพวกเจ้าคงเป็นช่างไม้ไฉทำให้สินะ แค่ดูก็รู้ว่าแข็งแรงทนทาน” จูจยามองฟางโต่วในเรือนจูเหล่าโถวแล้วก็รู้สึกอิจฉาอย่างมาก
แม้ว่าเขาจะมีอันหนึ่งเหมือนกัน แต่ฟางโต่วที่เรือนเขาประกอบขึ้นจากไม้ปูเตียงและไม้กระดานพอกล้อมแกล้มใช้งานไปก่อนชั่วคราว
ครั้นได้ยินเขาพูดเช่นนี้ จูเหล่าโถวก็รู้สึกกระหยิ่มยิ้มย่อง กล่าวเป็นเชิงโอ้อวดว่าภรรยาของเขาเก่งกาจแค่ไหน ไปติดต่อช่างไม้ไฉทำการค้าร่วมกัน ประดิษฐ์คันไถนาก้านโค้งออกมา ช่างไม้ไฉผู้นั้นด้วยอารามดีใจจึงทำฟางโต่วอันหนึ่งให้พวกเขา
“นี่เป็นของใหม่เชียวนะ เอาออกมาใช้งานครั้งแรก ปีที่แล้วพวกข้าก็ใช้ฟางโต่วที่ทำจากไม้กระดานเหมือนกัน”
“มิน่าล่ะถึงยังดูใหม่แบบนั้น”
……
ระหว่างที่จูเหล่าโถวกำลังคุยกันกับจูจยาอยู่หน้าเรือน เย่อวี๋หรานก็ให้ลูกชายสองคนควบคุมตัวเจี่ยงโหย่วเซิงมาถึงท้ายเรือน
ระหว่างทางขากลับก็ช่วยคลายเชือกตรงมือและเท้าให้เจี่ยงโหย่วเซิงแล้ว ไม่ได้มัดไว้อีก แต่พอมาถึงเรือนสกุลจูก็จับเขามัดไว้ดังเดิม
เจี่ยงโหย่วเซิงเห็นว่าจะถูกจับมัดอีกรอบ