กัน “พอทอดสายตามองไปก็จะเห็นว่ากล้าข้าวในนาน้ำของครอบครัวเราสูงที่สุด ไม่ได้สูงอย่างเดียวด้วยนะ ยังเขียวอร่ามงามตาอีกต่างหาก แค่มองก็รู้สึกดีแล้ว”
เย่อวี๋หรานทราบว่าทุกคนไม่เคยทำงานเช่นนี้มาก่อน ต้องก้มหน้าปักกล้าเช่นนี้อยู่เป็นเวลานาน คาดว่าคงมีไม่กี่คนที่ทนไหว
นางเองก็ก้มหน้าได้ไม่นาน เอวทั้งสองฝั่งก็เริ่มเมื่อยจนยากจะทานทนแล้ว จึงตัดสินใจบอกให้ทุกคนพักผ่อนกันสักครู่
“ถ้าเหนื่อยนักก็พักก่อน”
“ปาเม่ย เจ้าล้างเท้าแล้วพาซานเม่ยกับซื่อเม่ยกลับเรือนไปเอาน้ำมาหน่อย”
“พี่สะใภ้สี่ของเจ้าทำอาหารอยู่ที่เรือนคนเดียว ทั้งยังต้องเลี้ยงลูก คิดว่าคงยุ่งเกินกว่าจะเอาน้ำมาส่ง พวกเจ้าก็ไปช่วยนางเถอะ”
……
“เจ้าค่ะ ท่านแม่” ครั้นจูปาเม่ยได้ยินมารดาบอกให้ตนเองกลับไปก็ดีอกดีใจยิ่งนัก นางขานรับพลางยิ้มหน้าบาน
เมื่อก่อนไม่เคยปักกล้าจึงไม่รู้ พอได้ลองมาปักกล้าเองจึงทราบว่า ที่แท้งานในเรือนสบายกว่าเยอะ
อย่างน้อยทำงานในเรือนก็ไม่ปวดเอวขนาดนี้
หลิวซื่อมองบรรดาแม่นางตัวน้อย ๆ ที่กระโดดโลดเต้นจากไปด้วยความดีใจก็แอบรู้สึกแย่ขึ้นมา “ท่านแม่ ทำไมท่านไม่ให้ข้ากลับไปเอาน้ำเจ้าคะ? เด็กสาวอย่างพวกนางจะทำอันใดได้ กลับไปก็คงจะเพิ่มภาระมากกว่า…”
เย่อวี๋หรานปรายตามองอีกฝ่ายพลางกล่าวว่า “เจ้าไม่อยากทำงานก็ได้ แค่แยกเรือนออกไปก็พอ”
คำพูดประโยคเดียวทำให้คนทั้งทุ่งนาเงียบสนิท
เวลาเช่นนี้จึงตระหนักได้ถึงความแตกต่างของการไม่มี