หลี่ซื่อกับหลินซื่ออยู่ด้วย ถ้าพวกนางอยู่ด้วยจะต้องมีคนช่วยแก้ไขสถานการณ์ ทำให้บรรยากาศกลับมามีชีวิตชีวาได้แน่นอน
หากตอนนี้น่ะหรือ หลิ่วซื่อรู้จักแต่ก้มหน้าก้มตาทำงาน ส่วนหลิวซื่อเพิ่งจะได้รับการสั่งสอน ถูกคำว่า ‘แยกเรือน’ ทำให้ตกใจจนใบ้กินไปแล้ว
ส่วนบุรุษสกุลจู แต่ไหนมาก็ไม่เคยเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการมีปากมีเสียงระหว่างมารดาของพวกตนกับบรรดาลูกสะใภ้อยู่แล้ว
แม้แต่คนร่าเริงอย่างจูอู่ก็ยังไม่อยู่ เขาไปหมู่บ้านสกุลหลิวเป็นเพื่อนหลินซื่อเพื่อสืบข่าวคราวเรื่องหลินต้าเม่ย
และเนื่องจากกลัวว่าคนจะจดจำพวกเขาได้แล้ววิ่งไปแจ้งข่าวที่เรือนหลิวต้าซุ่น
ยามนี้พวกเขาเพิ่งออกมาจากเรือนหลังหนึ่ง จูอู่กวาดสายตามองไปทั่ว กางหูผึ่งคอยฟัง แล้วกระซิบเอ่ยกับหลินซื่อ “พอสมควรแล้วกระมัง? ข้าคิดว่าเรื่องนี้ให้ท่านแม่มาเองจะดีกว่า ถ้าท่านแม่ลงมาเองต้องจัดการได้อยู่แล้ว”
หลินซื่อมีสีหน้าไม่ยินยอมพร้อมใจ นางกล่าวว่า “เจ้าคิดว่าข้าไม่อยากงั้นหรือ? ท่านแม่ไม่ยอมช่วยต่างหาก ถ้าท่านแม่รับปากแล้ว ข้ายังจะต้องมาอีกหรือ?”
จูอู่นึกถึงเรื่องราวที่สืบมาได้ คิดว่าต่อให้เป็นตนเองเกรงว่าก็คงไม่อยากเข้ามายุ่งกับเรื่องนี้เช่นกัน มารดาจะไม่อยากยุ่งก็เป็นเรื่องธรรมดา
“การที่ท่านแม่ไม่อยากยุ่งจะต้องมีเหตุผลแน่นอน เจ้าไม่คิดว่าพวกเราควรฟังท่านแม่หน่อยหรือ?” เขาไม่อยากทำให้หลินซื่อรู้สึกไม่ดีจึงกล่าวอย่างอ้อม ๆ
ตอนที่พี่สะใภ้สี่บรรย