ปลูกเอง แบบนี้ก็ไม่ได้?”
“เปล่า อา ข้าเพิ่งทำครั้งแรกจริง ๆ ตัวเองยังไม่ได้ทำความเข้าใจให้ดีเลย ถ้าข้าบอกเจ้าไปก็กลัวว่าเจ้าจะปลูกออกมาไม่ได้ ถึงตอนนั้นก็เหนื่อยเปล่าน่ะสิ เท่ากับว่าผิดต่อเจ้าไม่ใช่หรือ?” จูเหล่าโถวไม่ยอมรับหรอกว่าเขาไม่ได้เป็นคนรับผิดชอบนาผืนนี้ กัดฟันกล่าวไปว่า “อา ข้าเรียกเจ้าว่าอาแล้วยังไม่ได้อีกหรือ? เจ้าก็ให้ข้าขบคิดก่อน รอจนเข้าใจถ่องแท้แล้วจะต้องบอกเจ้าแน่นอน”
“ตอนนี้ยอมเรียกอาแล้ว? อย่ามาไม้นี้เลยน่า พวกเราอายุปูนนี้แล้ว ยังจะได้ทำนาอีกสักกี่ปีก็ไม่รู้ หากรอเจ้าคิดจนกระจ่าง ไม่แน่ว่าข้าอาจยกจอบไม่ขึ้นแล้วก็ได้” จูจยาไม่เชื่อข้ออ้างของอีกฝ่ายสักนิด ยืนหยัดถามว่าจูเหล่าโถวปลูกอย่างไรกันแน่
เขาไม่ได้มีเจตนาอื่น จะปลูกสำเร็จหรือไม่ล้วนเป็นความสามารถของตนเอง ถ้าเขาปลูกไม่สำเร็จก็ไม่มีทางมาคิดบัญชีกับจูเหล่าโถว
เขาเห็นแล้ว เวลาปลูกข้าวสาลีแบบนี้คือช่วงหลังเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วง ถ้าเขาทำตอนนั้นก็ไม่ได้ทำให้เสียเวลาทำเรื่องอื่นเสียหน่อย
“ใครว่าไม่เสียเวลา?” จูเหล่าโถวพูดขึ้นทันควัน “อันนั้นไม่เสียเวลาก็จริง แต่ช่วงเวลาเก็บเกี่ยวค่อนข้างช้า เจ้าดูสภาพของมันตอนนี้สิ เกรงว่ากว่าจะได้เก็บเกี่ยวก็คงเดือนห้าเดือนหกเข้าไปแล้ว ถ้าสายหน่อย เดือนเจ็ดก็ยังเป็นไปได้เลย”
“เดือนเจ็ด? ก็สายจริง ๆ นั่นแหละ ถ้าจะปลูกข้าวก็ไม่ทันการแล้ว” เมื่อจูจยาได้ยินว่าเป็นเวลานั้นก็นึกถอดใจไปเ