้ที่เขาทำบ่อปุ๋ย และยามที่เพาะเลี้ยงพืชพันธุ์ แม้ว่าเขาจะพูดว่านั่นไม่ได้นี่ไม่ได้ แต่สุดท้ายนางก็ทำสำเร็จไม่ใช่หรือ?
เช่นนี้กล่าวได้ว่าเรื่องพวกนี้ไม่ต้องรีบร้อน สุดท้ายจะสำเร็จหรือไม่ก็ต้องรอให้นางทำไปก่อน หลังจากนั้นค่อยว่ากันอีกที
จูเหล่าโถวไม่มีทางเลือก ทำได้เพียงเอาที่ดินมาไว้ในมือของเขาเอง และไม่อนุญาตให้นางตัดสินใจ
เย่อวี๋หรานพูดว่า “วางใจเถอะ ที่ดินในมือเจ้า ข้าจะไม่ไปแตะต้องแน่นอน ถ้าเจ้าจะใช้ลูกชายก็บอกข้า เจ้าสามและเจ้าเจ็ดล้วนออกไปแล้ว ที่นี่ข้าไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว ให้ข้ายืมแรงเจ้าสองกับเจ้าสี่สักหน่อยก่อนเถอะ”
เช่นนี้เขายังจะพูดอะไรได้อีกเล่า?
ไม่ว่าใครจะมาถามอะไร หรือใบหน้าของเขาจะแสดงความหงุดหงิดเพียงไร เขาก็ไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียว
หนึ่งคือเขาไม่มีหน้าจะไปบอกคนอื่นว่าที่ดินนี้เป็นภรรยาของเขาที่จัดการดูแล อีกประการคือเขาก็ไม่รู้แน่ชัดว่าภรรยาของเขาต้องการจะทำสิ่งใดกันแน่
นอกจากไถนา เย่อวี๋หรานยังทำแปลงเพาะชำไว้ที่หลังลานบ้านด้วยเพื่อเพาะปลูกมันเทศ
นางคิดไว้ดีแล้วว่าหากปลูกข้าวล้มเหลว ก็ต้องปลูกมันเทศเพื่อมาชดเชย ‘อาหาร’ ที่ขาดแคลนไป ไม่เช่นนั้นปีหน้า ครอบครัวคงได้กินไม่อิ่มท้องกันเป็นแน่
เย่อวี๋หรานรู้เพียงว่าอุณหภูมิที่มันเทศจะเจริญเติบโตได้ดีที่สุดควรจะสูงกว่า 15 องศา แต่หากสูงเกิน 35 องศาคงจะไม่เหมาะ ดังนั้นนางจึงประเมินอุณหภูมิทางด้านนี้จากความทรงจำของเจ้าของร่า